CP ALL Blog

CPAll Blog Main > Korsak > ความในใจถึงคนหนุ่มสาว

Korsak

คุณ : *ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

อัพเดทเมื่อ : -

จำนวนเรื่อง : 53

ผู้อ่าน : 93635


วันที่ 07/10/2554
เวลา : 08.51 AM
ผู้อ่าน 972
30 คะแนน



ความในใจถึงคนหนุ่มสาว


“สังคมปัจจุบันมีสิ่งล่อใจมากมาย ที่สอนให้คนบริโภคมากขึ้น แต่ลืมสอนให้คนทำงานมากขึ้น ทำประโยชน์ตอบแทนให้สังคมมากขึ้น คนส่วนมากจึงมักจะคำนึงเพียงสิทธิและประโยชน์ที่จะเรียกร้องได้จากสังคมโดยลืมไปว่าทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นด้วย”

คนหนุ่มสาวคือความหวังของสังคม คือ คนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ เป็นคนรุ่นหลังที่จะสืบทอดปณิธานอันดีงามของคนรุ่นก่อน

องค์กรของเราก็คือสังคมเล็กๆ สังคมหนึ่งซึ่งผมก็แอบฝากความหวังไว้อย่างมากกับคนหนุ่มสาวเช่นเดียวกัน จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมพบสองเหตุการณ์ในเวลาไล่เลี่ยกันที่สั่นสะเทือนความหวังของไม้ใกล้ฝั่งอย่างผม

เหตุการณ์แรกก็คือ มีผู้บริหารระดับฝ่ายคนหนึ่งขอกลับเข้ามาทำงานกับเราอีกครั้ง หลังจากลาออกไปเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ในตอนนั้นเขาต้องการไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเห็นว่าเขาไปในเส้นทางที่เขาชอบ แต่หลังจากนั้น เขาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัย แล้วไปทำงานที่อื่นอีก 2-3 แห่ง พร้อมๆ กับยังเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ และเริ่มคิดอยากกลับมาทำงานที่นี่

เมื่อเขามาสัมภาษณ์กับผมในขั้นตอนสุดท้าย เขาบอกว่า เขาชอบทำงานในบริษัทที่มั่นคงและมีโอกาสไปสอนมหาวิทยาลัยควบไปด้วย ผมก็เลยสอนไปว่า 5 ปีที่ผ่านมา เขามองเพียงความพอใจของตัวเอง มุ่งแต่ตอบสนองความต้องการของตนเองเป็นหลัก ผมไม่ได้รังเกียจที่จะรับเขากลับมาเพราะตอนเขาอยู่เขาไม่ได้ทำผิดอะไร และตอนออกก็ไม่ได้ไปอยู่กับคู่แข่งอย่างไร้จรรยาบรรณ รวมทั้งคิดว่า กาลเวลาและประสบการณ์ชีวิตน่าจะช่วยให้เขามีวุฒิภาวะมากขึ้น

ผมอยากให้เขาตระหนักว่า ถ้าเขาต้องการจะก้าวหน้า เขาต้องหาโอกาสเสียสละทุ่มเทให้กับทีมงานและให้กับองค์กรมากขึ้น คนอื่นจะได้เห็นคุณค่าของเขา เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะสิ่งหนีคนที่สนใจแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น

เหตุการณ์ที่สอง เป็นเรื่องของผู้บริหารระดับฝ่ายวัยประมาณ 30 กว่ามาขอลาออก ในการพูดคุยก่อนจากกัน เขาบอกว่า เขาต้องการออกไปทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัทใหม่ ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง
เขาทำงานกับเรามา 5 ปี มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา มีบุคลิกภาพดีจนทำให้ผมรู้สึกสะดุดตาและถูกชะตาตั้งแต่วันแรกที่พบ และหวังให้เขาเป็นกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ในองค์กรของเรา

ผมเฝ้าติดตามดูตลอดเวลา 5 ปี เขาย้ายงานไปหลายหน่วยงาน และมีเสียงสะท้อนมาว่า เขาขาดศรัทธาในองค์กร และขาดศรัทธาในเนื้องานว่าจะมีอนาคต จึงขาดความกระตือรือร้นจนคิดจะลาออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ผมก็อวยพรให้เขาประสบความสำเร็จและถามว่า 5 ปีมานี้ได้เรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์บ้างไหม? เขาตอบว่า ก็ได้บ้างแต่ไม่มากเท่าที่ควร ผมฟังแล้วก็รู้สึกสะอึก เพราะพนักงานที่เข้ามาเพียง 5 ปี มักจะยังไม่ได้สร้างสรรค์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะยังขาดประสบการณ์และวุฒิภาวะไม่สูงพอ ผมเชื่อว่า องค์กรน่าจะเป็นฝ่าย “ให้” มากกว่าที่จะได้ “รับ” จากเขา แต่คำพูดของเขาสะท้อนให้เห็นว่า เขาอยากได้มาก แต่ไม่ได้รับจุใจเพียงพอ เขาไม่เข้าใจว่า ช่วงแรกของการเริ่มโครงการใหม่ คือช่วงที่องค์กรคอยสนับสนุนดูแลเขา น่าเสียดายที่เขาไม่รู้สึกถึงบุญคุณขององค์กร

ฉับพลัน ผมนึกถึงถ้อยคำของประธานาธิบดีเคาเนดี้ที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านได้ให้อะไรแก่ประเทศชาติบ้าง” เมื่อได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรก ผมรู้สึกเหมือนถูกสะกดจากพลังกระแทกกระทั้นในมโนสำนึก แต่ก็ยังเข้าใจความหมายได้ไม่ลึกซึ้งจนกระทั่งมาผ่านพบกับสองเหตุการณ์ข้างต้น

สังคมปัจจุบันมีสิ่งล่อใจมากมายที่สอนให้คนบริโภคมากขึ้น แต่ลืมสอนให้คนทำงานมากขึ้น ทำประโยชน์ตอบแทนให้สังคมมากขึ้น คนส่วนมากจึงมักจะคำนึงถึงเพียงสิทธิและประโยชน์ที่จะเรียกร้องได้จากสังคม โดยลืมไปว่าทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นด้วย

ผู้บริหารระดับฝ่ายสองรายนี้เป็นตัวอย่างของคนที่เรียนดีเรียนสูงจากสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เคยเขาใจซาบซึ้งถึงวาทะประธานาธิบดีของประเทศที่พวกเขาสำเร็จการศึกษามา และผมคิดว่า ยังมีคนในบริษัทของเราอีกไม่น้อยที่มองแต่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม พวกเขาไม่รู้หรอกว่า พวกเขาจะไปได้ไม่ไกลเพราะเขาจะไม่มีแรงสนับสนุนจากองค์กรและสังคม เขาก็ไปได้ไกลเพียงแต่กำลังส่วนตัวจะพาเขาไปได้เท่านั้น

ทำอย่างไร เราจึงจะสามารถปลุกจิตสำนึกของคนเก่งทั้งหลายให้ฟื้นตื่นขึ้น เพราะคนเก่งที่ขาดจิตอุทิศตน จะเป็นสมบัติของตัวเขาเองเท่านั้น แต่คนที่เก่งและมีจิตใจดีจึงจะเป็นสมบัติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งขององค์กร


Link to Neighbors