เกี่ยวกับเรา

สาสน์จากผู้บริหาร

  >  สาสน์จากผู้บริหาร

 

ปี 2561 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ท้าทายของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเจริญรุดหน้าไปอย่าง รวดเร็ว แม้ว่าธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลกับการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ความนิยมในการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น การชำระเงินด้วยรูปแบบที่หลากหลายที่ไม่ใช่เพียงแค่เงินสด หรือความต้องการในบริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว บริษัทในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและผู้นำธุรกิจร้านสะดวกซื้อตระหนักดีถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงไม่หยุดนิ่งที่จะค้นคว้า วิจัย ตลอดจนพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงช่องทางการซื้อขายหรือการให้บริการในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น

 

แม้ภาวะตลาดและเงื่อนไขทางการแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กว่า 30 ปีที่ดำเนินธุรกิจด้านค้าปลีกในประเทศไทย บริษัทยังคงยึดมั่นพัฒนาธุรกิจเพื่อให้บริการความสะดวกแก่ทุกชุมชน ตามปรัชญาองค์กร “เราปรารถนารอยยิ้ม จากลูกค้าด้วยทีมงานที่มีความสุข” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลถึงความสำเร็จในการสร้างความผูกพันกับลูกค้า รวมทั้ง มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อก้าวไปสู่องค์กรแห่งความยั่งยืนภายใต้ปณิธาน “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” รวมถึงให้การสนับสนุนตลอดจนให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อมในท้องถิ่น (SMEs) เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน พร้อมเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านร้าน 7-Eleven และแพลตฟอร์มการขายสินค้าบนตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชนและผลผลิตทางการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นตามศักยภาพของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นด้วย

 

ความต่อเนื่องของการเป็นองค์กรที่ยึดมั่นใน “วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม” โดยกำหนดเป้าหมายและแนวปฏิบัติด้านการ ส่งเสริมสร้างสรรค์นวัตกรรม และให้ความสำคัญกับการวางแผนพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน ไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลประกอบการที่น่าพึงพอใจให้กับ บริษัทในขณะเดียวกัน ด้วยเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดี ประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ตระหนักถึงสิทธิและประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม รณรงค์เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนมีความสามารถที่จะปรับตัวภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหนึ่งเดียวของไทยในกลุ่มอุตสาหกรรม Food & Staples Retailing ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น สมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices-DJSI) กลุ่ม World Index เป็นปีแรก และกลุ่ม Emerging Markets Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2017-2018) รวมถึงได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก “FTSE4Good Emerging Index” และ “FTSE4Good ASEAN 5 Index” ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษัท

 

จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้เพิ่มขึ้นอีก 720 สาขา ทำให้มีสาขารวมจำนวน 10,988 สาขา นับว่าประสบความสำเร็จในการขยายร้านสาขาและสามารถสร้างยอดขายที่น่าประทับใจได้ตามเป้าหมาย ด้วยการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง บริหารจัดการร้านอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มิใช่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น หากแต่ยังส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ตลอดจนมีความสามารถที่จะนำประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มาใช้บริหารจัดการธุรกิจอย่างชาญฉลาดก็จะเกิดประโยชน์ที่มากมายมหาศาล อาทิ การนำอีคอมเมิร์ซมาใช้เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายช่องทาง โดยการผสมผสานข้อได้เปรียบของธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน ผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์สามารถเลือกที่จะมารับสินค้าด้วยตัวเองที่ร้าน 7-Eleven สาขาที่ต้องการ หรือเลือกใช้บริการดีลิเวอรีส่งตรงถึงบ้าน โดยบริษัทได้เริ่มเปิดให้บริการรับส่งพัสดุภายใต้ชื่อ Speed-D ซึ่งนับเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยอาศัยข้อได้เปรียบของการมีคลังสินค้า และร้านสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงสามารถเปิดให้บริการรับ-ส่งพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7-Eleven จึงเป็นมากกว่าร้านสะดวกซื้อ อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสะดวกในการจับจ่าย สอดรับกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้ในการพัฒนาต้นแบบร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะ (Digital Store) เพื่อสร้างประสบการณ์การให้บริการรูปแบบใหม่กับผู้บริโภค

 

ขณะที่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หลังจากประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจจากการเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแบบขายส่งครบวงจรในระบบสมาชิกสาขาแรกที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กลุ่มธุรกิจแม็คโครได้ขยายฐานธุรกิจออกไปยังประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ 2 และยังคงแสวงหาโอกาสในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการรักษาอัตราการเติบโตที่ดี โดย ณ สิ้นปีที่ผ่านมา แม็คโครมีศูนย์จำหน่ายสินค้าในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 129 สาขา และ ศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโครในต่างประเทศอีก 3 สาขา ได้แก่      1 สาขาในประเทศกัมพูชา และ 2 สาขาในประเทศอินเดีย

 

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบปี 2561 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมจำนวน 527,860 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ จำนวน 20,930 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย และบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และอัตราผลตอบแทนให้อยู่ในระดับที่ดี มีความมั่นคง และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการบริหาร ใคร่ขอขอบคุณลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนกิจการของบริษัทด้วยดีเสมอมา และที่สำคัญขอขอบคุณคณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน สำหรับความร่วมแรงร่วมใจทุ่มเททำงานด้วยความมุ่งมั่น มีเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมที่จะร่วมกันพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งและไร้ขีดจำกัด บริษัทหวังว่าทุกท่านจะเป็นพลังที่สำคัญขององค์กรในการก้าวไปสู่ความยั่งยืน พร้อม “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน