ข้อควรระวังวันสัมภาษณ์งาน เพิ่มโอกาสร่วมงานกับซีพี ออลล์!

 

ก่อนหน้านี้เราแนะนำวิธีเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์งานกับซีพี ออลล์อย่างไรก็ดีถึงเราจะเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ด้วยความไม่ระวังในหลายเรื่องเมื่อถึงวันสัมภาษณ์งาน อาจทำให้โอกาสได้งานหลุดลอยไปโดยที่เราไม่รู้ตัว บทความนี้เราขอแนะนำข้อควรระวังในวันสัมภาษณ์งาน รู้ไว้เอาไปใช้จริง กับ ข้อควรระวังวันสัมภาษณ์งาน เพิ่มโอกาสร่วมงานกับซีพี ออลล์!

 

ข้อระวังสัมภาษณ์งาน CP ALL

 

1. ไปสัมภาษณ์งานสาย

เมื่อถึงวันสัมภาษณ์งาน สิ่งที่ควรคำนึงถึงอันดับแรก คือ เวลา ควรถึงสถานที่สัมภาษณ์งานอย่างน้อย 30 นาที อยากให้คำนึงถึงเสมอว่าการถึงสถานที่ก่อนนัดหมายถือเป็นการเตรียมตัวอย่างนึง ให้เราได้สำรวจตัวเองให้เรียบร้อยรอบสุดท้ายอีกครั้ง หากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ จนทำให้เราไปสาย ควรโทรแจ้งเพื่อขอเลื่อนเวลา ไม่ควรเฉยหรือเงียบเด็ดขาด

 

 

 

2. การแสดงพฤติกรรมขณะสัมภาษณ์

เป็นเรื่องปกติของการสัมภาษณ์งานที่หลายคนอาจเกิดอาการประหม่าหรือรู้สึกตื่นเต้น แต่เรื่องเหล่านี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งก่อนเข้าสัมภาษณ์นั้นเราอาจใช้เวลาระหว่างนั่งรอทำสมาธิเพื่อลดอาการตื่นเต้น

นอกจากนี้ควรระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาท อาทิ การปิดเสียงโทรศัพท์, นั่งสั่นขา, จับหน้า, จับผม, แคะเล็บ, หลบสายตาขณะกำลังตอบสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงบุคลิกภาพที่ไม่ดี รวมถึงการขาดความมั่นใจ และที่ต้องระวัง คือ การใช้คำพูด ควรลงท้ายด้วยครับ / ค่ะ ทุกครั้งตอบคำถาม

 

 

 

3. ถามเรื่องเงินเดือนเป็นลำดับแรก

ส่วนใหญ่ผู้สัมภาษณ์ในแต่ละบริษัทมักพูดเรื่องเงินเดือนหรืออาจเสนอเงินเดือนมาให้เราพิจารณาในช่วงท้ายของการสนทนา ดังนั้นเราไม่ควรชิงถามเรื่องเดือนก่อน ควรแสดงให้บริษัทเห็นก่อนว่าเรามีศักยภาพเหมาะสมกับตำแหน่งงาน ส่วนเรื่องเงินเดือนเราอาจหาข้อมูลเรื่องเงินเดือนในตำแหน่งที่เราสมัครว่าอยู่ที่เท่าไหร่

 

 

 

4. กล่าวถึงบริษัทหรือที่ทำงานเดิมในทางเสียหาย

เชื่อว่าแต่ละคนล้วนมีคำตอบอยู่ในใจที่แตกต่างกันไปว่าเหตุใดถึงลาออกจากบริษัทเดิม แม้เราจะรู้สึกแย่กับบริษัทเดิมเพียงใด แต่การนำเรื่องเหล่านั้นมาบอกกับผู้สัมภาษณ์งานให้รับรู้ ยิ่งจะทำให้ตัวเราถูกมองได้ว่ามีทัศคติที่ไม่ดีต่อบริษัท มองโลกในแง่ร้าย และมีโอกาสที่บริษัทใหม่จะมองว่าหากเราลาออกจากที่นี่ไป ก็อาจถูกเราบอกถึงบริษัทหรือคนภายในในทางเสียหายได้เหมือนกัน

 

 

 

5.บอกข้อดี ข้อด้อยของตัวเองไม่ได้

หนึ่งในคำถามยอดฮิตของการสัมภาษณ์งาน คือให้ผู้สัมภาษณ์บอกข้อดี ข้อด้อยของตัวเอง เป็นคำถามเชิงจิตวิทยาที่ต้องการรู้ว่าผู้สัมภาษณ์รู้จักตัวเองแค่ไหน สามารถบอกข้อด้อยของตัวเองได้หรือไม่ รวมถึงวิธีปรับปรุงและพัฒนาตัวเองได้อย่างไร ไม่ควรบอกแต่ข้อดีของตัวเอง

 

แต่ถ้าหากสำหรับใคร ที่อยากร่วมงานกับเรา แต่ยังไม่ได้สมัครเข้ามาล่ะก็ สามารถคลิกเข้าดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครได้เลยยยยยยที่ job.cpall.co.th

เสนอสินค้ายังไง ให้โดนใจ 7-Eleven!

หลายคนคงคิดว่า การเสนอสินค้าไปขายในร้านเซเว่นฯ นั้น จะต้องยุ่งยากและมีขั้นตอนมากมายให้ต้องปวดหัวอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ เพราะยิ่งคุณเตรียมความพร้อมให้กับสินค้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้มีโอกาสร่วมทำธุรกิจกับร้านเซเว่นฯก็จะยิ่งง่ายมากขึ้นเท่านั้น อยากรู้ไหม?? เสนอสินค้ายังไง ให้โดนใจ 7-Eleven!

 

 

เสนอสินค้า

 

 

สิ่งแรกที่ต้องเตรียมให้พร้อมก็คือสินค้า ต้องดูว่าสินค้าของเรานั้นมีคุณภาพมาตรฐานตรงตามที่ร้านเซเว่นฯต้องการคือดูว่าสินค้าที่จะเสนอตรงกับความต้องการของตลาดหรือสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในขณะนั้นหรือไม่อย่างไร เพราะยิ่งเป็นสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและเป็นเทรนด์ของตลาดในขณะนั้น ย่อมมีโอกาสที่สินค้าจะขายดีหรือได้รับความนิยม มากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ และแน่นอนว่านอกจากความต้องการทางตลาดที่มีผลแล้ว คุณภาพมาตรฐานของสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทางร้านเซเว่นฯให้ความสำคัญสินค้าทุกชิ้นจะต้องผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานของสินค้า มีเครื่องหมายรับรองของทางราชการเช่นเลขสารบบอาหารหรือ อย. , เครื่องหมายรับรองมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือ มอก.

 

 

 

 

เมื่อเตรียมสินค้าเรียบร้อย พร้อมที่จะนำเสนอ ขั้นตอนต่อไปก็เพียงแค่ลงทะเบียนเพื่อ นำข้อมูลต่างๆของสินค้าไปกรอกให้ครบถ้วนในเว็บไซต์ www.cpall.co.th โดยการตรวจสอบเบื้องต้นของทางบริษัท จะดูจากความน่าสนใจของสินค้าเป็นหลักรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะนำมาวางขายซึ่งจะต้องไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ของบริษัท จากนั้นถึงจะมีการสรุปว่าสินค้าที่พิจารณาผ่านความเห็นชอบในรอบแรกหรือไม่

 

 

 

 

หากผ่านการพิจาณรณาดังกล่าวขั้นต่อไป เจ้าหน้าที่ของบริษัทจะดำเนินการนัดหมายเพื่อมานำเสนอรายละเอียดสินค้า ตลอดจนแผนการตลาดสนับสนุนสินค้าดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดทำข้อมูลและนำเสนอแก่คณะกรรมการคัดเลือกสินค้าของบริษัทเพื่อร่วมพิจารณาตามหลักเกณฑ์สำคัญๆ อาทิ แนวโน้มและทิศทางของการตลาด กลุ่มลูกค้า รวมถึงโอกาสเติบโตในอนาคต

 

 

 

 

สำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและโรงงานการผลิตรวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกฏหมายที่ระบุไว้มีความปลอดภัยและถูกหลักอาชีวอนามัย ตลอดจนคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรวมถึงการพิจารณาศักยภาพในการผลิตและส่งมอบสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

 

 

 

 

และเมื่อคุณผ่านมาตรฐานในเรื่องการผลิตและโรงงานแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการกำหนดวันจำหน่ายสินค้าและกำหนดยอดสั่งผลิตในล็อตแรก ซึ่งจะมีรายละเอียดและข้อกำหนดต่างๆ เช่นรูปแบบการกระจายสินค้าจะเป็นไปในลักษณะใดครอบคลุมทุกสาขาหรือต้องการเจาะจงเฉพาะพื้นที่ เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

 

แม้เส้นทางจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เราสามารถที่จะปูทางเทคอนกรีตเพื่อเดินไปยังจุดหมายปลายทางอย่างสวยสง่าได้ไม่ยาก ขอเพียงแค่สินค้าพร้อม ข้อมูลพร้อม และใจพร้อม การจะนำสินค้าไปวางขายในร้านเซเว่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมอีกต่อไป

 

5 พฤติกรรมทำร้ายทะเลไม่รู้ตัว

5 พฤติกรรมทำร้ายทะเลไม่รู้ตัว

 

สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติคงไม่พ้นทะเลอย่างแน่นอน เพราะมีทั้งบรรยากาศสวยๆ และกิจกรรมที่หลากหลายที่เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ทะเลจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันดับต้นๆ อีกทั้งการเดินทางที่ไม่ค่อยลำบาก ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่นัก แต่ว่ารู้กันหรือไม่? ว่าพฤติกรรมหลายอย่างที่เราเห็นคนอื่นทำเวลาไปทะเลจนชินตา นั่นกลายเป็นภัยคุกคามของทะเลโดยที่เราไม่รู้ตัว วันนี้เรามาดู 5 พฤติกรรมทำร้ายทะเลไม่รู้ตัวกัน บอกเลยว่า ใกล้ตัวเราม๊ากกกก ไม่ว่าจะเป็น

 

 

1.การขับรถ

เพราะการขับรถไปทะเลแม้ว่าระยะทางไม่ไกล แต่ก็ทำให้เกิดการปล่อย ก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทะเลเป็นตัวกลางที่ดูดซับก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ ไปถึง 1 ใน 4ของทั้งหมด ผลกระทบที่ตามมาหลังจากที่มีก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลที่เพิ่มมากขึ้น คือ ปริมาณความเป็นกรดจะมีมากขึ้น เลยทำให้สัตว์ที่อยู่ในทะเลจำพวก หอย ปะการัง และ แพลงก์ตอน ที่เปรียบเหมือน กระดูกสันหลังของทะเล มีความลำบากในการดำรงชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะปะการัง เนื่องจาก ปะการังเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำหลายสายพันธุ์ ซึ่งในอนาคต มีการคาดการว่า ในศตวรรษที่ 21 ก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลจะเพิ่มขึ้นอีกถึง 150%

 

 

2.การใช้ครีมกันแดด

เป็นเรื่องปกติที่คนไปทะเลแล้วต้องทาครีมกันแดดก่อนลงเล่นน้ำ แต่มีงานวิจัยพบว่าครีมกันแดดกว่า 3,500 แบรนด์มีสารที่ทำลายตัวอ่อนปะการังขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้เกิดปะการังฟอกขาว หลายคนคงคิดว่าทะเลตั้งกว้าง ทาไปแล้วลงน้ำ มวลของน้ำจะมากพอทำให้สารเคมีต่างๆละลายหายไปได้แต่สิ่งที่งานวิจัยค้นพบก็คือ สารเคมีแม้ปริมาณเพียงแค่ 1 หยดต่อสระน้ำมาตรฐาน 6 สระ แล้วคิดดูว่า 1 คนใช้ปริมาณมากขนาดไหน ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่ระบุในผลิตภัณฑ์ว่าไม่ทำร้ายปะการัง

 

 

3.การนำของที่อยู่ในทะเลออกไป

ยกตัวอย่างง่ายๆการที่เห็นคนเก็บเปลือกหอยตามชายหาด เพื่อนำไปติดกับกรอบรูปภาพ หรือ ทำสร้อยคอ แต่ ถ้ามีคนสักล้านคนทำเช่นนี้ ระบบนิเวศคงถูกทำลายไปมาก เพราะไม่ว่าเปลือกหอยที่เก็บไปมันจะมีหรือไม่มีชีวิตก็ตาม แต่นั่นคือสิ่งที่ ปู ปลา หรือสัตว์น้ำตัวเล็ก ต้องใช้พึ่งพาในการดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลาย ระบบนิเวศและความหลายหลายทางชีวะภาพในทะเลแบบหนึ่ง

 

 

4.เลือกกินเลือกซื้อ

การจับปลาที่มากเกินจำเป็น เกิดการทำธุรกิจประมงที่ไม่ยั่งยืน พร้อมๆกับการทำลายปะการัง ซึ่งนั่นอาจจะนำไปสู่ การหมดไปของแหล่งจับปลา ภายในปี 2048 อีกทั้งสัตว์ทะเลบางชนิดก็ไม่ควรกิน เพราะใกล้สูญพันธุ์แล้ว เช่น หูฉลาม เพราะเมื่อตัดครีบฉลามออกก็ไม่สามารถว่ายน้ำได้เหมือนเดิมแล้วก็จะตายไปท้ายที่สุด ,ปลานกแก้ว ซึ่งมีหน้าที่ช่วยควบคุมสาหร่ายในแนวปะการังได้ดี

 

 

5.การใช้พลาสติกและโฟม

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีการรณรงค์ให้ลดและเลิกการใช้ถุงพลาสติกแต่ พลาสติกหรือโฟมก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอยู่ดี เพราะถุงพลาสติกต้องใช้เวลาถึง 10-20 ปี ในทะเลที่จะสลายหายไป พร้อมทั้งปล่อยสารเคมี Bisphenol A ลงไปในทะเลอีกด้วยมีข่าวมากมายว่าพบ เต่า,โลมา,ปลาวาฬ บาดเจ็บล้มตายปีละหลายร้อยตัว เมื่อผ่าศพชันสูตรพบว่าขยะทะเลเป็นปัญหาแทบทั้งนั้น ทั้งขยะที่อุดตันในทางเดินอาหาร ขยะที่ติดตามตัวสัตว์จนว่ายน้ำไม่ไหว หากินไม่สะดวกการทิ้งขยะหรือถุงพลาสติกลงบนชายฝั่งหรือในทะเล คือการฆ่าสัตว์โดยตรง เพราะแม้ว่าจะใส่ลงถัง แต่ลมและระบบกำจัดขยะอาจไม่ดีมากมายจนสามารถกำจัดได้ทั้งหมด

 

5 พฤติกรรมทำร้ายทะเลไม่รู้ตัว หากเราทุกคนปรับพฤติกรรมคนละนิดละหน่อย ช่วยกันลดผลกระทบที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทุกรูปแบบนอกจากจะเป็นการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นเหมือนการต่อลมหายใจให้กับท้องทะเลรวมถึงอีกหลายล้านชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลอีกด้วย

ทำไม 7-11 ถึงขายกล้วย?

ทุกวันนี้ในร้าน 7-11 เริ่มจะมีสินค้าขายเยอะขึ้นเรื่อยๆ แถมครบครันมากขึ้นจนสมคำร่ำลือที่ว่า “ขายความสะดวก” เวลามีสินค้าตัวใหม่ออกมาทีไรก็มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เช่น กล้วย ปาท่องโก๋ หรือล่าสุดอย่างมะพร้าว เคยสงสัยกันมั้ยนะว่าทำไม 7-11 ถึงหันมาเปลี่ยนตลาด และเริ่มขายสินค้าประเภทนี้ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างกัน

 

 

 

ความจริงแล้ว 7-11 รับสินค้าเหล่านี้มาขาย เพื่อช่วยสนับสนุนรายได้ให้กับเกษตรกรไทยโดยรับซื้อมาในราคาที่สูงกว่า อย่างเช่นกล้วยก็รับมาจากสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 70-80 % ต่อปี ที่สำคัญยังตอบโจทย์ต่อพฤติกรรมของคนเมืองในยุคนี้ เพิ่มช่องทางความสะดวก และยังเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพที่ไม่ค่อยมีเวลาอีกด้วย

 

และต้องบอกว่า “กล้วยหอมทอง” จากสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จและได้ช่วยเหลือเกษตรกร นับว่าเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง สำหรับผู้ประกอบการ SME  ท่านใดที่มีความต้องการนำสินค้ามาจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ เหมือนอย่างกล้วยหอมทองล่ะก็ สามารถนำสินค้ามาเสนอได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด หรือเว็บไซต์ www.cpall.co.th, www.24shopping.co.th ได้เลยค่ะ

ชี้เป้า!!ทุนการศึกษาของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ปี 62

โอกาสดีๆ มาถึงแล้ว เพราะสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สถาบันการศึกษาภายใต้การบริหารงานโดยบบจ.ซีพี ออลล์ มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 มากมายหลายทุนและครอบคลุมทุกคณะเลยทีเดียว ซึ่งที่สถาบันนี้เป็นการเรียนแบบ Work-based Education คือ การเรียนสลับกับฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงตลอดหลักสูตร ซึ่งตรงกับแต่ละสายงานเพื่อเป็นการลองสนามจริง ให้น้องๆได้มีประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์กับสถานประกอบการณ์ ทำให้บัณฑิตที่นี่ พร้อมทำงานอย่างมืออาชีพ และมีงานทำ 100%ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมเพราะทางสถาบันได้ให้ทุนการศึกษาให้น้องๆ มีโอกาสได้สอบชิงทุนการศึกษาเป็นจำนวนมาก รายละเอียดของทุน แบ่งออกเป็น 3 ทุนใหญ่ ๆ ดังนี้

 

 

  1. ทุนเจียระไนเพชร

– ต้องมีเกรดเฉลี่ยระดับ ม.ปลาย สะสม 2.75 ไม่จำกัดสายการเรียน

– รักษาเกรดระหว่างเรียนที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 2.50 ต่อเทอม ตลอดจนจบหลักสูตร

– ค่าใช้จ่ายเมื่อได้ทุน ชำระเทอมแรก 2,000 บาท เทอมต่อไป 3,500/เทอมตลอดหลักสูตร

 

  1. ทุน PIM

– ต้องมีเกรดเฉลี่ยระดับ ม.ปลาย สะสม 2.75 ไม่จำกัดสายการเรียน

– รักษาเกรดระหว่างเรียนที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 2.00 ต่อเทอมตลอดจนจบหลักสูตร

– ค่าใช้จ่ายเมื่อได้ทุน : ชำระเทอมแรก 2,000 บาท เทอมต่อไป 7,000/เทอมตลอดหลักสูตร

 

 

  1. ทุน PIM Freshy

– ต้องรักษาเกรดระหว่างเรียนที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 2.00 /เทอม

– ค่าใช้จ่ายเมื่อได้ทุน : ชำระเทอมแรก 5,000 บาท/เทอม ปีที่ 1-2 เทอมที่ 1 รับส่วนลดค่าเทอม 10,000 บาท/เทอม และในเทอมต่อไปชำระเต็มจำนวน

 

นอกจากนี้ยังมี กองทุนอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละคณะ อีกทั้งยังมีกองทุนให้นักศึกษากู้ยืมเงินค่าเทอมและค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน คือ กยศ และกรอ.อีกด้วย ซึ่งน้องๆ สามารถ สอบถามรายละเอียดทุนเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-832-0200 – 14 หรือ  http://www.pim.ac.th/

8 SME น่าจับตาจากงาน “วันแห่งโอกาสดี@CP ALL”

จบกันไปแล้วสำหรับงาน “วันแห่งโอกาสดี@CP ALL” งานดีๆ ที่ซีพี ออลล์ ตั้งใจที่จะมอบโอกาสสำคัญด้าน “ธุรกิจ-อาชีพ-ทุนการศึกษา” ร่วมสร้างคุณค่าชีวิตให้กับคนในสังคม ด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีและเกษตรกรที่ต้องการขายสินค้าผ่านร้านเซเว่นฯ / 24 Shopping นักเรียนที่สนใจมาขอทุนการศึกษา หรือสมัครเรียน วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้ที่สนใจมาสมัครทำงานกับบริษัท ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ต้องการรับงาน ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ฯลฯ ได้มาพบปะสนทนาหาข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมรับฟังการสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด/เอสเอ็มอี การให้คำปรึกษาทางการเงิน ผู้สนใจร่วมงานฟรีตลอดทั้ง 3 วันโดยจัดเมื่อวันที่ 27-29 มีนาคม 62 ณ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่ผ่านมา

 

 

 

 

ซึ่งในงานนี้นอกจากที่จะมีโอกาสดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งโอกาสได้ทุนการศึกษา โอกาสสร้างอาชีพ โอกาสเสนอขายสินค้า และเปิดร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ยังมีการออกบูธของ SME และเกษตรกรที่มาออกบูธขายสินค้าในราคาพิเศษมากมาย และที่พลาดไม่ได้คือการประกาศผลรางวัล “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอี ไทยยั่งยืน 2561”  โดยวันนี้ทีมงานขอรวม 8  สินค้า SME ที่น่าสนใจ ที่ได้รางวัลนี้ในสาขาต่างๆ มาแนะนำให้รู้จักกันค่ะ

 

รางวัล SME ยอดเยี่ยม“เต่าเหยียบโลก”

 

 

 

รางวัล SME ดาวรุ่งปลาหมึกกรอบ จาก บริษัท หมึกมูฟ จำกัด

 

 

 

รางวัล SME ส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนขนมไทย “เพชรบ้านแจม By แม่สมาน”

 

 

 

อีกหนึ่ง SME ที่ได้รางวัลส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชน“กล้วยไข่กรอบแก้วเมืองลุง”  

 

 

 

 รางวัล SME ยั่งยืน  “มะม่วงดองวรพร”

 

 

 

รางวัล SME ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหมอนยางพารา SIREE

 

 

 

รางวัล SME สินค้าเกษตรข้าวโพด “วีคอร์น”

 

 

 

รางวัล SME สินค้าเกษตรผักและผลไม้สด “สวนหลังบ้าน”

 

 

งานดีๆ แบบนี้ มีอีกแน่นอน ครั้งหน้าจะจัดที่ไหน เมื่อไหร่  รอติดตามกันได้เลยค่ะ  🙂

ฝึกตอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัยกับ 7 คำถามที่ต้องเจอ!

ฝึกตอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัยกับ 7 คำถามที่ต้องเจอ

 

ทีมงานเชื่อว่าน้องๆ หลายคนตอนนี้น่าจะทราบผลกันแล้วว่ามีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์มหาลัยไหนในดวงใจกันแล้วบ้าง และการสอบสัมภาษณ์คือ “ด่านสุดท้าย” ของการคัดเลือกเข้าเป็นนิสิต นักศึกษาในสถาบันนั้นๆ ซึ่งถ้าเตรียมตัวมาก่อนก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว วันนี้ทีมงานมีทริคเคล็ดลับดีๆ พร้อมแนวทางการตอบคำถาม ที่จะเพิ่มความพร้อมแล้วช่วยลดความตื่นเต้นให้น้องๆ ในวันสอบสัมภาษณ์ได้อย่างแน่นอน ทีมงานจึงมี ฝึกตอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัยกับ 7 คำถามที่ต้องเจอ! มาฝากกัน

 

 

1.แนะนำตัวเอง

เริ่มง่ายๆ ด้วยการแนะนำตัวเอง ถึงแม้จะบอกว่าง่ายแต่น้องๆจะแนะนำตัวแบบขอไปทีหรือไม่ให้ความสำคัญไม่ได้ เพราะตรงนี้ผู้สัมภาษณ์จะดูว่าเราเป็นคนอย่างไรผ่านการพูดครั้งแรก ดังนั้นควรมีการเตรียมตัวเรื่องการแนะนำตัว ลำดับเรื่องราวที่อยากจะพูดให้เป็นลำดับ ไม่กระโดดข้ามไปมา ควรซ้อมไว้ก่อนต้องมีสติ คิดบวก แสดงความสุภาพอ่อนน้อม พูดจาไพเราะ ยิ้มเข้าไว้ สร้างความประทับใจในครั้งแรกค่ะ

 

 

 

2.ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้/ ที่นี้

คำถามแรกมักเป็นเปิดประเด็น ถ้าตอบได้ดี คำถามต่อไปก็จะสบายๆ แต่ถ้าตอบไม่ดี อาจจะเกิดคำถามต่อเนื่องเป็นชุดได้ ดังนั้นถ้าเรามีคำตอบในใจ มีเหตุผล มีน้ำหนัก และแสดงทัศนคติของเราได้ดีก็ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล ซึ่งจะตอบแค่ว่า “ชอบค่ะ/ครับ” คงไม่มีน้ำหนักพอ แนะนำว่าน้องๆ ควรหาเหตุผลเชื่อมโยงคำว่าชอบให้เป็นความมุ่งมั่นที่อยากจะเรียนคณะนี้หรือที่นี้จริงๆ เช่น อยากเข้าคณะนิเทศเพราะรู้ตัวว่าชอบด้านนี้ พยายามหาโอกาสให้ตัวเองได้ทำงานที่ชอบเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรในงาน รร. หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้ ซึ่งที่มหาวิทยาลัยนี้ก็มีชื่อเสียงทางด้านนี้ มีสาขา หลักสูตรที่ตรงกับความต้องการ อยากเรียน *** แม้ว่าคณะ หรือ สถาบันที่น้องได้อาจจะไม่ใช่อันดับแรกที่น้องเลือก แต่น้องๆ ก็ไม่ควรพูดว่าเพราะไม่ได้อับดับแรกเลยมาที่นี้ เพราะทุกอันดับทุกคณะที่น้องเลือก เชื่อว่าเป็นสิ่งที่น้องตั้งใจอยากเรียนอยู่แล้ว ดังนั้น ขอให้น้องๆภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในนักศึกษาของสถาบันนั้นๆ

 

 

 

 

3.รู้ไหมคณะ/สาขานี้เรียนอะไร

ผู้สัมภาษณ์ถามเพื่อเป็นการลองเชิงน้องๆว่าหาข้อมูลเกี่ยวกับคณะมามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรื่องที่ควรรู้ก่อนมาคือสาขา คณะ ที่ได้เข้ามาเรียนอะไรบ้างจบมาสามารถประกอบอาชีพด้านใดได้บ้าง สามารถหาได้ง่ายๆคือเว็บไซต์ของสถาบันนั้นๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหาถึงขั้นว่าเรียนกี่หน่วยกิต กี่ชั่วโมง แต่หาเพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึก เป็นอาวุธติดตัวแล้วเรียบเรียงคำพูดดีตอบสัก 2-3 ประโยคก็พอแล้วที่สำคัญต้องมีความมั่นใจในการตอบคำถามด้วย

 

 

 

 

4.เคยทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง /เข้ามาเรียนที่นี่ แล้วจะทำกิจกรรมอะไรไหม

คำถามนี้ไม่ได้ทำให้ใครตกสัมภาษณ์เพียงแค่เป็นการเช็คว่าสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือไม่ รวมถึงการมีจิตอาสาของน้องๆซึ่งถ้าไม่เคยถึงขั้นขึ้นเวที ประกวดแข่งขันต่างๆ ก็สามารถพูดถึงงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมก็ได้ เช่น งานกีฬาสีเคยเป็นสตาฟ ขบวนพาเหรด หรือ กิจกรรมเข้าค่ายที่โรงเรียยนจัดก็สามารถพูดได้

 

นอกจากนี้อาจจะเจอผู้สัมภาษณ์ถามว่าแล้วเรียนมหาลัยจะทำกิจกรรมหรือไม่เพราะกิจกรรมเยอะที่มหาลัยค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะเป็นงานรับน้อง งานสาขา งานคณะ กีฬาเฟรชชี่ งานประกวดต่างๆ แต่แตกต่างกับสมัยโรงเรียนตรงที่กิจกรรมมหาลัยมักไม่ค่อยบังคับให้นักศึกษาทำแต่เป็นเรื่องของการให้ความร่วมมือเข้าร่วม หรือจิตอาสาที่นักศึกษาพึงมี  ดังนั้นน้องๆก็ควรเตรียมคำตอบให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจ เช่น เข้าร่วมอยู่แล้ว ชอบทำกิจกรรม แบ่งเวลาเรียนและกิจกรรมได้ เป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ได้ด้วย

 

 

 

 

5.บอก “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” ของตัวเอง

ในส่วนของข้อดี ขอให้น้องๆ ตอบอย่างมั่นใจไปเลยว่าน้องมีข้อดีอย่างไร และเสริมเหตุผลต่อนิดนึงเพื่อให้มันดูลอย หรือ ดูเกินจริงไป เช่น “ข้อดีคือเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดีทำให้เป็นคนที่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นทีมได้ดี” ส่วนทางด้านของข้อเสีย ถ้าน้องๆพูดว่า “ไม่มี” คงจะดูไม่ค่อยดี แนะนำว่าพูดข้อเสียพร้อมแนวทางแก้ไขข้อเสียของตน เช่น “ข้อเสียของคือเป็นคนขี้ลืม เลยต้องมีลิสต์สิ่งที่ต้องทำและหมั่นตรวจเช็คสิ่งที่ต้องทำอยู่เสมอๆ” ทำให้เราดูเป็นคนที่รู้ข้อดีข้อเสียของตนเองแล้วพร้อมจะปรับปรุงแก้ไขอีกด้วย

 

6.“แล้วถ้าไม่ติดที่นี่จะทำยังไง”

ไม่ต้องตกใจ หรือ ใจเสียไปเมื่อได้ยินคำถามนี้ เป็นเพียงคำถามที่ดูไหวพริบและความคิดหลังจากได้รับแรงกดดันเท่านั้น ห้ามตอบว่าไม่รู้ ไม่ทราบแต่แนะนำว่าพูดถึงความตั้งใจของน้องๆที่จะเข้าคณะนี้และที่นี้ก่อน “หากไม่ติดที่นี้ ก็เสียใจแต่จะสู้ในรอบต่อไปเพราะครั้งนี้พยายามเต็มที่และได้มีโอกาสเข้ามาในคณะและมหาลัยที่ตรงความชอบ ยังไงก็จะพยายามต่อเพื่อจะได้เข้ามาเรียนที่นี้ค่ะ/ครับ”

 

 

7.“มีคำถามอะไรไหม”

เป็นคำถามท้ายๆการสัมภาษณ์ ที่ห้ามตอบว่า “ไม่มีค่ะ/ครับ” เพราะนี้คือคำถามเดียวที่วัดทุกอย่างทั้งความตั้งใจ ความสนใจ ดังนั้น น้องควรๆมีคำถามในใจมาสักคำถามอาจจะเป็นคำถามเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่ก็เป็นคำถามที่น้องสงสัยจริงๆ ซึ่งต้องเกี่ยวกับที่สัมภาษณ์ คณะที่เรียนนะเช่น “อาจารย์มีที่ฝึกงานแนะนำไม๊คะ/ครับ” หรือ “การเข้ามาเรียนคณะนี้ มีอะไรที่ควรเตรียมตัวเป็นพิเศษหรือไม่คะ/ครับ” เป็นต้น เพื่อแสดงถึงความตั้งใจที่อยากเรียนคณะนี้จริงๆ

 

ทีมงานเชื่อว่า ฝึกตอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัยกับ 7 คำถามที่ต้องเจอ!   จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทุกคน และอย่าตื่นเต้นกับการสอบสัมภาษณ์จนลืมสิ่งสำคัญไป นั้นคือการทำ Portfolio ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลของน้องๆ ผลงานต่าง ๆ ใบประกาศนียบัตรต่างๆ เพื่อให้อาจารย์ได้รู้จักในเบื้องต้น และเป็นสิ่งที่สนับสนุนคำพูดของน้องๆ มีน่าเชื่อถือ และ มีน้ำหนักขึ้น เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้างความน่าสนใจในตัวน้องๆ ได้นั่นเอง

 

และสำหรับน้องๆ คนไหนที่สนใจอยากเข้าศึกษาต่อที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยที่ www.pim.ac.th หรือดูรายละเอียดเรื่องทุนการศึกษา ก็สามารถดูได้เลยที่ www.cpall.co.th/education ได้เลยค่ะ

อยากทำธุรกิจ SME เตรียมตัวดีแล้วรึยัง ???

ยุคนี้ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ SME เพราะไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นธุรกิจของตัวเอง หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการเปิดธุรกิจทำอะไรสักอย่างนั้นไม่ยาก แค่หาสินค้ามาขาย หาตลาด ทำโปรโมชั่นเพียงเล็กน้อย ส่งสินค้าถึงมือลูกค้า รับเงินแล้ว ก็จบปิ๊ง!!! แต่ในความเป็นจริง ถ้าทุกอย่างง่ายดายขนาดนี้ก็คงเกิดกระแสธุรกิจ SME ล้นตลาด  เพราะการจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่ง แค่อย่างที่เคยทำกัน อาจไม่พออีกต่อไปแล้ว คุณต้องรู้จักตัวเอง รู้จักตลาด รู้ใจผู้บริโภค และต้องดูสภาวะโอกาสต่างๆถึงจะเติบโตได้ แล้วคุณล่ะ! อยากทำธุรกิจ SME เตรียมตัวดีแล้วรึยัง ??? ก่อนอื่นเลยต้อง …

1.เริ่มจากการรู้จักตัวเอง ต้องรู้ว่าชอบอะไร รักอะไร เช่น ถ้าคุณชอบแมว ชอบมาก รู้ว่าแมวพันธ์นี้ลักษณะเป็นยังไง ต้องเลี้ยงดูแบบไหน ขั้นต่อไปคือ

2.รู้จักตลาด ในตลาดแมว แมวพันธ์ไหนที่คนชอบเลี้ยง คนซื้อบ่อย ราคาประมาณเท่าไหร่ คนนิยมไปซื้อแมวที่ไหน คนที่ซื้อแมวช่วงอายุประมาณเท่าไหร่ หรือกระทั่งคุณอาจจะไปฝังตัวอยู่กับเพจแมว กลุ่มคนรักแมว กลุ่มซื้อขายแมว ฝังตัวเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มเพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของกลุ่มเป้าหมายคุณ(Customer profile) หรือที่เรียกว่า ศึกษาตลาดเชิงลึก เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายตามความต้องการของลูกค้าขั้นต่อไปคือการ

3.ศึกษาคู่แข่ง ไม่ว่าจะฟาร์มแมวต่างๆที่ลงขาย ข้อดี ข้อเสียของแต่ละเจ้าเป็นอย่างไรเพื่อนำมาเลือกใช้กับธุรกิจของคุณ  ว่าท้ายที่สุดแล้วคุณควรลงขายเมื่อไหร่ ราคาประมาณเท่าไหร่ที่ลูกค้าพร้อมจ่าย พันธ์ไหนที่ลูกค้านิยม แพคเกจเสริมอะไรที่คุณพอทำได้ รวมทั้งเพิ่มความแตกต่างและความน่าเชื่อถือจากลูกค้า เช่น จากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าในกลุ่มแมว คุณพบว่า แมวพันธ์เปอร์เซียขายง่าย เพราะราคาไม่สูง ลูกค้านิยมและพร้อมจ่าย คุณอาจจะมีกิมมิคคือเปิดจองแมวให้วางมัดจำก่อน 1,000 ที่เหลือจ่ายวันรับแมว เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่จ่ายหนักจนเกินไป และอาจจะตั้งโพสต์ช่วงเวลาปลายเดือนเพราะศึกษามาว่ากลุ่มลูกค้าคุณคือวัยทำงาน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือปลายเดือนเพราะเงินเดือนออก อาจจะเพิ่มความพิเศษไปส่งแมวถึงที่ สร้างความสะดวกสบายกับลูกค้าเพราะคู่แข่งของคุณ คือลูกค้าจะต้องไปถึงฟาร์มขาย แต่ของคุณคือคุณไปหาลูกค้า แก้ปัญหาเรื่องไม่เห็นแมวตัวจริงๆด้วยการอัดคลิปวิดิโอให้ลูกค้าแทนได้หรือเปล่า เป็นต้น

สรุปง่ายๆ…

หากคุณอยากทำธุรกิจสักอย่าง ต้องศึกษาและสำรวจตัวเองว่าชอบอะไร> ศึกษาคู่แข่ง ปัจจัยภายนอก ในด้านของโอกาส > ศึกษากระบวนการคิด การตัดสินใจซื้อของลูกค้า เคล็ดไม่ลับอีกอย่างหนึ่ง คือ สินค้าที่นำมาขายควรมีต้นทุนที่ต่ำกว่าของคู่แข่งหรืออย่างน้อยๆต้องเท่ากันแต่ถ้าคุณไม่ได้เน้นทราคา ก็ต้องทำคุณภาพสินค้าให้ดี สร้างภาพลักษณ์ของสินค้าให้คุ้มค่ากับเงินที่ลูกค้าจะต้องจ่ายส่วนอีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ คือหน้าร้านขายของที่ในอดีตคำว่า “หน้าร้าน” หมายถึง การเช่าพื้นที่ขายของ หรือการเปิดร้าน เพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันมีพื้นที่ออนไลน์มาช่วยทำตลาดและขายของเพิ่มขึ้น เช่น เว็บไซต์,Facebook,Line ทำให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น สร้างการรับรู้ได้มากขึ้น ซึ่งคุณอาจจะมีทั้งหน้าร้านแบบดั้งเดิมและหน้าร้านดิจิตอลแบบยุคใหม่ ที่บุกไปทุกแพลตฟอร์มของออนไลน์เพื่อเป็นผลดีแก่การตลาด

แต่สุดท้ายแล้ว อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการใดๆก็ตาม “อย่าทำสิ่งที่อยากทำเพียงอย่างเดียว แต่จงทำในสิ่งที่ลูกค้าอย่างได้” นั่นคือต้องหาจุดตรงกลางร่วมกัน ทั้งสิ่งที่คุณชอบและตลาดต้องการแล้วผลิตมันออกมา เชื่อเถอะว่ายังไงก็ไปได้สวย จบแบบแฮปปี้แน่นอนนนน

ยังไม่จบเพียงเท่านี้! สำหรับเพือนๆ คนไหนที่กำลังริเริ่มหรือสนใจที่จะทำ SME  ล่ะก็ ทีมงานมีเรื่องราวของ SME ที่จำหน่ายกับเราแล้วประสบความสำเร็จมาฝากกันค่ะ  อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ ได้ สามารถเข้าไปอ่านได้เลยที่ www.cpall.co.th/sme