การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ปี 2564


ความเสี่ยงและโอกาส


อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญระดับโลกของการรวมพลังขับเคลื่อนมาตรการเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการจัดประชุมรัฐภาค่ีของความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศ (Multilateral Agreements) หรือที่รู้จักกันในนามของ “การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาส” สมัยที่ 26 (Conference of Parties : COP26) เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ โดยแต่ละประเทศทั่วโลกร่วมลงนามช่วยกันลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่การควบคุมหรือลดอนุหภูมิโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก ประเทศไทยถือเป็นประเทศลำดับต้นๆ ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อการเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรูปแบบต่างๆ ในอนาคต การเรียกร้องของภาคเอกชนและองค์กรอิสระยังส่งแรงกดดันให้ภาครัฐจำเป็นจะต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉินสภาพภูมิอากสศ (Climate Emergency eclaration)” ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้ การเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสร้างความตระหนัก การลดหรือควบคุมอุณหภูมิ และดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศน้อยที่สุด บริษัทจึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายของประเทศในอนาคตโดยสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินด้านการลดก๊าซเรือนกจะจกอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมาย


เป้าหมายปี 2573

Carbon Neutral

มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

สรุปผลการดำเนินงาน ปี 2564

ประมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) จำแนกตามของเขต

กลุ่ม ซีพี ออลล์

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2)

เฉพาะ ซีพี ออลล์

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2)

ประมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) จำแนกตามแหล่งกำเนิด

กลุ่ม ซีพี ออลล์

เฉพาะ ซีพี ออลล์

ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) ต่อหน่วยรายได้ (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท)

ปริมาณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

หมายเหตุ : การใช้พลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย การใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้พลังงานความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ *ทดสอบการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าจำนวน 2 คัน ในระยะเวลา 2 เดือน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยการซื้อพลังงาน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) หน่วย 2561 2562 2563 2564 เป้าหมาย 2564
Location-Based Metric tonnes of Co2 equivalents 1,24,897.14 1,218,051.27 1,189,392.79 1,126,211.63 1,139,438.29
Data Coverage (as % of Denominator) Percentage of: Revenue 96.45 96.08 95.46 95.52  
Market-Based Metric tonnes of Co2 equivalents 1,272,977.98 1,126,421.13 1,177,485.71 1,104,406.33 1,128,031.31
Data Coverage (as % of Denominator) Percentage of: Revenue 96.45 96.08 95.46 95.52  

ปริมาณ “ลด กักเก็บ ชดเชย” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

ลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง

การบริจาคอาหารส่วนเกิน

การปลูกต้นไม้

การชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การขึ้นทะเบียนหน่วยลดก๊าซเรือนกระจก

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) จำแนกตามหมวดหมู่

แนวทางการดำเนินงาน


เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความท้าทายระดับโลกของประเด็นความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสอดรับกับแผนกลยุทธ์ทางด้านความยั่งยืนระยะที่ 2 พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการช่วยคงอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และกำหนดข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งขอบเขตที่ 1 และ 2 ของปี 2563 เป็นปีฐานในการติดตามผลการดำเนินงานในระยะที่ 2 นี้ด้วย บริษัทจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนในการกำกับดูแลด้านการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทีมทำงานเฉพาะด้าน อาทิ ทีมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน ทีมติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา ทีมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทีมทำงานปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน ทีมบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน และทีมบริหารก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยคณะทำงานที่หลากหลายนี้ได้ปรับปรุงและประยุกย์ระบบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กรตามแนวทางมาตรฐาน ISO 14064-1 ฉบับปี 2018 อีกด้วย บริษัทยังคงเน้นย้ำให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานบริหารจัดการและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอาศ ภายใต้กลยุทธ์ “เซเว่น โก กรีน (7 Go Green)” พร้อมทั้งกำหนดกรอบการดำเนินงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาศ ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ รวมถึงการรับมือ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสอดคล้องกับแนวทางของคณะทำงานเปิดเผยข้อมูลการเงินที่เี่ยวข้องกับสภาพอากาศ (Task Force on Climate-relatedd Financial Disclosures : TCFD) เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (New Zero Emissions) ภายในปี 2593 ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการร่วมควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Science-based Target : SBT) อีกทั้งการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “ลด กักเก็บ ชดเชย” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆ เช่น การลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุมเวียน เป็นต้น ตลอดจนสนับสนุนทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในการผลักดันการดำเนินงานของบริษํทให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการริเริ่มการบริหารก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3

กรอบการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายความยั่งยืน สู่ปี 2573 การปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience)

นับเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการร่วมรับมือภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งโลกบริษัทได้ศึกษาและนำข้อมูลจากหน่วยงานชั้นนำของโลกมาใช้เพื่อเป็นข้อมูลในการตั้งเป้าหมายความยั่งยืน ดังนั้นเพื่อเพิ่มความท้าทายในการดำเนินงานและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ในการส่งมอบความสุขและโอกาสให้กับสังคม บริษัทจึงตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินการของบริษัทสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี 2573 และมีความตั้งใจในการร่วมควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (Science-based Targets : SBT) โดยถือเป็นความท้าทายการรักษาสมดุลในการเติบโตทางธุรกิจ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยบริษัทสนับสนุนการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั่วโลก ขยายผลการดำเนินการให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในการบรรลุเป้าหมายนี้

บริษัทดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะยาว (2563 – 2573) “ดูรายละเอียด

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เพื่อให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเหมาะสม บริษัทได้ทำการประเมินปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบรวมถึงโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศที่อาจเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงานของบริษัท ภายใต้การประเมินของคณะประเมินความเสี่ยงองค์กร และอนุมัติโดยคณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล เพื่อเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบ ตามกรอบการรายงานของคณะทำงานเปิดเผยข้อมูลการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosure : TCFD) ตลอดจนจัดทำแผนงานด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทระบุความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ รวมถึงมาตรการการรับมือโดยสังเขป ดังนี้

ความเสี่ยง ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า


น้ำท่วม

ผลกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า
  • การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต
  • การหยุดชะงักของการให้บริการลูกค้าร้าน 7-Eleven
  • พนักงานที่ร้าน 7-Eleven ประสบภัยน้ำท่วม
  • รายได้ลดลง เนื่องจากจำหน่ายสินค้าในร้าน 7-Eleven ได้น้อยลง 4,383 ล้านบาท
  • การหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าจากคู่ค้ามายังร้าน 7-Eleven
  • ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่ร้าน 7-Eleven
  • ชุมชนโดยรอบร้าน 7-Eleven ประสบน้ำท่วม
มาตรการรองรับ

บริษัทออกแบบสร้างร้าน 7-Eleven ที่สามารถป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมภายใต้แนวคิด “ร้านสู้น้ำ” โดยพิจารณาออกแบบ เช่น การกั้นกำแพงสูบน้ำ ออกแบบพื้น และประตูปัองกันแรงดันน้ำ ระบบท่อการติดตั้งปั้มสูบน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดน้ำท่วม บริษัทกำหนดแผนการดำเนินการจัดการ แบ่งออกเป็น 3 เหตุการณ์ ประกอบด้วย

  • ก่อนเกิดเหตุ (การป้องกันและเตรียมความพร้อม) ติดตามสถานการณ์สภาพภูมิอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์ เพื่อให้พนักงานร้านสาขาเตรียมความพร้อมเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ และสินค้าไปยังที่ปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์สำหรับการกั้นน้ำเข้ามาภายในร้าน 7-Eleven ตลอดจนจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่พนักงานร้าน หากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน
  • ขณะเกิดเหตุ (การตอบสนองต่อเหตุการณ์)
    – หากเกิดน้ำท่วมบริเวณรอบร้าน 7-Eleven จะต้องดำเนินการเฝ้าระวังน้ำเข้าร้าน พร้อมทั้งขนย้ายอุปกรณ์และสินค้าไปยังพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนรายงานสถานการณ์ต่อศูนย์อำนวยการเผชิญเหตุน้ำท่วม
    – หากเกิดเหตุน้ำท่วมเข้ามาภายในร้าน 7-Eleven จะต้องดำเนินการเปิดเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกนอกร้านและเตรียมอพยพพนักงานไปยังจุดอพยพที่จัดหาอย่างปลอดภัย
    – หากเกิดน้ำท่วมสูงเกิน 30 เซนติเมตร หรือน้ำท่วมฉับพลันภายในร้าน 7-Eleven จะต้องอพยพพนักงานไปยังจุดรวมพลที่กำหนด และจัดการปฐมพยาบาลสำหรับพนักงานที่ได้รับบอดเจ็บ ตลอดจนสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม และจุดพักพิงชั่วคร่าวสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ
  • หลังเกิดเหตุ (แผนฟื้นฟูและเยียวยา) บริษัทดำเนินการตรวจเช็คอุปกรณ์ และปรับปรุง ฟื้นฟูร้าน 7-Eleven ที่ได้รับความเสียหา พร้อมทั้งเยียวยาพนักงานผู้ได้รับผลกระทบทั้งพนักงานตามสวัสดิการของบริษัท ตลอดจนสนับสนุนถุงยังชีพผู้ประสบภัยและให้การช่วยเหลือชุมชน


ภัยแล้ง/น้ำกร่อย

ผลกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า
  • การผลิตและคุณภาพของสินค้าลดลง
  • ผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ขาดแคลน
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่เกิดจากตะกรันเกาะ 44 ล้านบาท
  • ผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ของคู่ค้าลดลง
  • ผู้บริโภคอาจเกิดโรคเกี่ยวกับลำไส้จากการบริโภคสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน
มาตรการรองรับ
  • สั่งซื้อถังน้ำสำรอง เพื่อใช้เก็บน้ำสำรองสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตน้ำดื่มและน้ำใช้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือขาดแคลนน้ำมากกว่า 1 สัปดาห์
  • สั่งซื้อน้ำใช้ เพื่อสำรองน้ำที่ใช้ในการผลิตเฉพาะเครื่องดื่ม ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบการขาดแคลนน้ำ หรือพบปัญหาคุณภาพน้ำ
  • ติดตั้งระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อปรับสภาพน้ำในพื้นที่ที่ไม่ได้คุณภาพ อาทิ ความเค็ม ความกระด้าง ให้กลับมามีคุณภาพดีในพื้นที่ที่มีน้ำเค็ม เช่น ชายทะเลหรือพื้นที่ที่ใช้น้ำบาดาลที่มีความกระด้างของน้ำสูง
  • ติดตั้งระบบ Air Water เพื่อดึงน้ำในอากาศมาพัฒนาเป็นน้ำที่ได้คุณภาพใช้ในร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดิบ หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง
  • ให้ความรู้เกษตรกร เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต โดยให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญลงมาให้คำแนะนำตั้งแต่การปรับปรุงผืนดินให้เหมาะกับการเพาะปลูก กระบวนการปลูก การตัดแต่ง การคัดแยก การวางโรงเรือนที่เหมาะสม ตลอดจนสอนการใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางระบบเซนเซอร์ (Sensor) ควบคุมการใช้น้ำอัตโนมัติ การบันทึกข้อมูลออนไลน์ (Online) และการติดตามควบคุมผลผลิต
  • จัดสรรน้ำที่ผ่านการบำบัดและมีคุณภาพน้ำตามกฎหมายกำหนดจากบ่อเก็บน้ำธรรมชาติของโรงงานให้กับเกษตรกรที่ทำการเกษตรรอบโรงงาน เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต
ความเสี่ยง ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า


กฎระเบียบเรื่องพลาสติก

ผลกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า
  • ค่าใช้จ่ายในการหาวัสดุทดแทนสูงขึ้นประมาณ 215 ล้านบาท ต่อปี
  • ส่งเสริมชื่อเสียงด้านการจัดการขยะพลาสติกและบริการที่ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ผู้มีส่วนได้เสียให้ความเชื่อมั่นด้านการจัดการขยะพลาสติกของบริษัท
  • ส่งเสริมคู่ค้า ผู้บริโภค และชุมชนในการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่
มาตรการรองรับ

บริษัทเตรียมความพร้อม และต่อยอดการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ (Roadmap) ด้านการจัดการขยะพลาสติกเริ่มตั้งแต่ปี 2561-2573 โดยประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินงานของ Extended Producer Responsibility (ERP) เพื่อขับเคลื่อนการลดมลพิษที่เกิดจากพลาสติก ตลอดจนมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการลดใช้ถุงพลาสติก พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-Use Plastic) ผ่านการดำเนินโครงการด้านการจัดการพลาสติกที่หลากหลาย อาทิ การทำสัญลักษณ์บนผลิตภัณฑ์ที่มาจากการรีไซเคิล โครงการลด ละ เลิก การใช้พลาสติก โครงการรีไซเคิลขยะพลาสติกมาทำเป็นถุงหูหิ้วใช้ในร้าน 7-Eleven


การตลาด

ผลกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า
  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เกิดนวัตกรรมใหม่ที่เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
  • เจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่
  • ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจ สร้างรายได้และกำไรที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
  • ส่งเสริมชื่อเสียงด้านบริการที่ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีส่วนได้เสียรับรู้ภาพลักษณ์ของแบรนด์บริษัทในเชิงบวก
  • ส่งเสริมผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาตรการรองรับ
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตสินค้า ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบจนเข้าสู่กระบวนการผลิต การขนส่ง การนำไปใช้ และการกำจัดซาก
  • สร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภค โดยขอรับรองการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) [Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) : TGO]


ชื่อเสียง

ผลกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่า
  • ความต้องการสินค้าและบริการลดลงจากการรับรู้ภาพลักษณ์ของบริษัทในแง่ลบ
  • ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียต่อผลิตภัณฑ์ บริการและแนวทางการดำเนินธุรกิจ อาจส่งผลต่อชื่อเสียงและมูลค่าของแบรนด์
  • ผู้มีส่วนได้เสียรับรู้ภาพลักษณ์ของแบรนด์บริษัทในเชิงบวก
  • ส่งเสริมผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาตรการรองรับ
  • กำหนดนโยบาย และเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • กำหนดกลยุทธ์ “เซเว่น โก กรีน (7 Go Green)” และดครงการเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
  • นำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือ Green Marketing มาปรับใช้กับธุรกิจ
  • จัดกิจกรรมการตลาดหรือสร้างแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญ “รวมพลัง คนไทย เลิกใช้ถุงพลาสติก”

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทดำเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกตามกลยุทธ์เซเว่น โก กรีน (7 Go Green) เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผ่านการดำเนินงานที่หลากหลาย อาทิ การลดการใช้พลังงาน การลด ละ เลิกใช้ถุงพลาสติกภายในร้าน 7-Eleven โดยมุ่งเน้นผลลัพท์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งสื่อสารผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วยความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนและสังคม อีกทั้งสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงานได้ภายใต้ดครงการเปิดเผยข้อมุลคาร์บอน (Carbon Disclosures Project : CDP) โดยมี แนวทางการดำเนินงาน 4 แนวทาง ประกอบด้วย

2. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินการ

ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ในศูนย์กระจายสินค้าครบทั้ง 18 แห่ง ทั่วประเทศในปี 2564 และมีแผนขยายการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ในศูนย์กระจายสินค้าสร้างใหม่เพิ่มอีก 3 แห่ง ที่ศูนย์กระจายสินค้านครราชสีมา ศูนย์กระจายสินค้าสุวรรณภูมิส่วนต่อขยาย และออลล์คอมเพล็กซ์บางบัวทองในอนาคต ทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นและประหยัดพลังงาน ตลอดจนสามารถเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องของศูนย์กระจายสินค้า ทั้งนี้ โครงการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ณ ศูนย์กระจายสินค้ายังได้รับการรับรองจากองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) อีกด้วย

1. ลดการใช้พลาสติก ณ แหล่งกำเนิด

มาตรการลดการใช้พลาสติก ณ แหล่งกำเนิด บริษัทกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการตอบสนองการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ากลุ่มที่บริษัทสามารถควบคุมได้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงริเริ่มโครงการกลยุทธ์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ร่วมกับคู่ค้าพัฒนาและเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ผ่านแนวคิด “ลด และ ทดแทน” การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ซ้ำได้ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุที่มาจากแหล่งที่มีการจัดการอย่างยั่งยืนรวมถึงสามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการธรรมชาติ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดำเนินการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) เพื่อทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กรสุทธิเป็นศูนย์หรือที่เรียกว่า Carbon Neutral ผ่านการดำเนินการ ดังนี้

โครงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคสมัครใจ (T-VER)

บริษัทได้เข้าร่วมการส่งเสริมกิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนมูลค่าในตลาดคาร์บอนเครดิต และเป็นการส่งเสริมการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกของภายในประเทศ โดยได้ดำเนินการเปิดบัญชีก๊าซเรือนกระจกกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) พร้อมกับดำเนินการจัดซื้อและชดเชยคาร์บอนเครดิตเป็นจำนวน 2,795 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาค่าความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ (ล้านบาท) ของปี 2563 ลดลงถึงระดับร้อยละ 10 เทียบกับปีฐาน 2558 (ปีฐานเดิม) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนและรักผิดชอบต่อสังคม

โครงการขึ้นทะเบียนและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาศูนย์กระจายสินค้าจำนวน 18 พื้นที่ เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าสายส่ง โดยโครงการนี้มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 6,016.56 กิโลวัตต์ และเริ่มดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 โครงการนี้ดำเนินการติดตั้งแผงผลิตพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 330 วัตต์ จำนวน 18,232 แผง โครงการมีแผนดำเนินการผลิต 365/366 วันต่อปี ปริมาณไฟฟ้าที่คาดว่าจะสามารถผลิตได้และจ่ายให้กับศูนย์กระจายสินค้าในระยะเวลาการคิดเครดิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 55,030,975 หน่วย (kWh) ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะใช้ในศูนย์กระจายสินค้า โดยก่อนการดำเนินโครงการพื้นที่บนหลังคาที่ติดตั้งแผงผลิตพลังงานจากเซลล์แสดงอาทิตย์เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ใดๆ และพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในศูนย์กระจายสินค้า รับมาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ในระยะเวลาคิดคาร์บอนเครดิตของโครงการ จากการคำนวณเท่ากับ 26,811 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับ 3,830 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีโดยเฉลี่ย

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ


“โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาศูนย์กระจายสินค้า ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (Solar PV Rooftop Project at Distribution Center of CP ALL)” ได้รับรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ของประเทศไทย (T-VER) ในช่วงระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการระหว่าง วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 30 มิถุนายน 2564

3,622 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการประชุมคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ครั้งที่ 8 /2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคมา 2564

โครงการพัฒนาและสรรหาผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตสินค้า โดยดำเนินการประเมินการปล่อย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ จนเข้าสู่กระบวนการผลิต การขนส่ง การนำไปใช้ และการกำจัดซากพร้อมทั้งดำเนินการขอรับรองการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) [Thailand Greenhose Gas Management Organization (Public Organization) : TGO] โดยในปี 2564 บริษัทดำเนินการขึ้นทะเบียนรับรองฉลากสินค้าคาร์บอน (Carbon Footprint Product Lable) จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ และดำเนินการขึ้นทะเบียนฉลากลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint Reducation Label) จำนวน 5 ผลิตภัณฑ์

ข้อมูลอื่นๆ


ผลการดำเนินงานด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

GRI Standared รายการ หน่วย 2561 2562 2563 2564
305-2 (a) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1,494,142.68 1,431,281.28 1,409,284.38 1,409,743.49
305-1 (a) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 221,164.70 214,860.15 231,798.67 305,337.16
  – ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการรั่วไหลและอื่นๆ (Fugitive Emissions) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 175,884.12 176,066.41 194,816.37 268,524.34
  – ก๊าซมีเทนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 3,253.40 3,724.42 819.66 1,230.88
  – การเผาไหม้เชื้อเพลิงอยู่กับที่ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 32,229.46 25,468.24 26,388.44 25,900.37
  – การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีการเคลื่อนที่ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 9,797.72 9,021.92 9,253.95 9,006.87
305-1 (c) – การเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biogenic) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 579.15 520.25 674.69
305-2 (a) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1,272,977.98 1,216,421.13 1,177,485.71 1,104,406.33
  – พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อจากภายนอก ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1,272,977.98 1,216,421.13 1,177,485.71 1,104,406.33
  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการใช้พลังงานทดแทน ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 744.48 2,491.45 12,269.05 22,172.73
305-4 (a) ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) ต่อหน่วยรายได้ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท 2.83 2.51 2.57 2.40
305-3 (a) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 1,274,754.60 1,412,920.47 10,223,203.53
  – การซื้อสินค้าและบริการ (บรรจุภัณฑ์พลาสติก) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 231,528.50 137,739.12 102,584.90
  – การซื้อสินค้าและบริการ (ผลิตภัณฑ์) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A N/A N/A 9,419,907.12
  – การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 90,128.25 141,122.76 197,321.23
  – การจัดการของเสียที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 192,510.20 68,003.90 53,440.32
  – การเดินทางเพื่อธุรกิจ (ทางอากาศ) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 2,588.75 793.62 141.36
  – การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่าย (อุปรกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 741,535.40 1,052,100.15 174,435.88
  – การจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย (กล้วยหอมทอง) ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า N/A 13,528.70 10,226.12 10,108.25
  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 4,945.97 33,222.39 85,212.55 265,268.48