การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  >  การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญระดับโลก และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จึงได้กำหนดแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมและผลักดันหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในหน่วยงาน และการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมหรือมาตรการใหม่ๆ เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด และส่งเสริมกิจกรรมคาร์บอนต่ำในโอกาสที่ทำได้
  • กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับคู่ค้าหลัก ผู้ให้บริการ ผู้รับเหมา และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • ปรับปรุงกระบวนการจัดการขยะโดยนำหลัก 3 R คือ 1) R-Reduce ลดการใช้และการบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็น 2) R-Reuse ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำ และ 3) R-Recycle เลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณขยะ และลดการปลดปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อม
  • ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรผลิตภัณฑ์และบริการที่สำคัญ
  • ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ด้วยการจัดฝึกอบรม การแบ่งปันความรู้ หรือการจัดกิจกรรมรณรงค์
  • เตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
  • เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านรายงานความยั่งยืน เพื่อรายงานสถานะความคืบหน้าของการดำเนินงานปัจจุบันเทียบกับเป้าหมายที่กำหนด ให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบ
  • ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGOs) สถาบันการศึกษา ชุมชน และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับประเทศหรือระดับโลก

เป้าหมาย และผลการดำเนินงานเทียบเป้า

การดำเนินงาน

จากความท้าทายดังกล่าวและความมุ่งมั่นของบริษัท ที่ต้องการได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมต่อสู้เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและองค์กรชั้นนำระดับโลก และเพื่อให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ 7 Go Green ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แนวทางเพื่อให้เข้ากับบริบทของการดำเนินกิจการในส่วนต่างๆ ที่บริษัทสามารถผลักดันให้เกิดผลได้ ได้แก่ Green Stores สำหรับการลดพลังงานในร้านเซเว่นอิเลฟเว่น Green Logistics สำหรับศูนย์กระจายสินค้า Green Packaging สำหรับบรรจุภัณฑ์ Green Living สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้พลังงานเป็นหลัก ซึ่งโครงการที่ได้จัดทำขึ้นมีความหลากหลายไปตามลักษณะการดำเนินงานของแต่ละหน่วยธุรกิจ

บริษัทดำเนินการปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นโครงการที่จัดอยู่ในกลยุทธ์ย่อย Green Stores เช่น โครงการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นชนิด LED โครงการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเป็นประเภท Inverter โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพคอยล์เย็นสำหรับตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการปรับปรุงระบบทำความเย็นของตู้แสดงสินค้าชนิดไร้บานประตู นอกจากนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นสำเร็จรูป ที่ผลิตโครงสร้างจากโรงงาน (Knock Down) ซึ่งใช้วัสดุเปลือกอาคารที่กันความร้อน ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศและลดมลพิษหน้างาน ไม่ก่อให้เกิดเศษขยะจากการก่อสร้าง ซึ่งมีความคืบหน้าดังภาพ

การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

จากกลยุทธ์ย่อย Green Logistics บริษัทได้นำหลักเกณฑ์การประเมินอาคารเขียว (Leadership in Energy & Environmental Design: LEED) ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาและออกแบบอาคารศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งขณะนี้มีศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับการรับรองอาคารเขียวแล้วจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัยและศูนย์กระจายสินค้าชลบุรี อยู่ระหว่างขอการรับรองอีก 1 แห่ง ด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า บริษัทมุ่งเน้นด้านการจัดการพลังงานเป็นหลักผ่านการดำเนินงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งกระจายสินค้า โดยการปรับเปลี่ยนขนาดของรถขนส่งสินค้าให้เป็นรุ่น 4WJ และ 4W Chilled ด้วยเป้าหมายในการลดการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งได้ 1,428,445 ลิตรต่อปี ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3,920 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีแผนจะขยายผลให้ ครอบคลุมทั่วทุกศูนย์กระจายสินค้าเสร็จสิ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี

2562 ซึ่งในปัจจุบันได้ส่งมอบรถให้กับศูนย์กระจายสินค้าได้แล้วประมาณร้อยละ 72 หรือรถจำนวน 346 คัน และคาดว่าจะสามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งได้ 1,029,670 ลิตรต่อปี ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,826 ตัน

ทั้งนี้บริษัทยังได้เข้าร่วมในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดตั้งขึ้นโดยใช้โครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED ในร้านค้าส่งสยามแม็คโคร จำนวน 21 สาขา นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการร่วมมือกับบริษัทผู้ขนส่งเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มต้น

นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ โครงการในด้านผลิตภัณฑ์ อีกทางหนึ่งที่บริษัทสามารถลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่บริษัทมีโอกาสมีส่วนร่วมได้มากคือการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ บริษัทได้ดำเนินการประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และดำเนินการขึ้นทะเบียนรับรอง โดยคำนวณออกมาให้อยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ติดเครื่องหมายฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วม ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2560 บริษัท ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนรับรองฉลากสินค้าคาร์บอนโดยองค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแล้วจำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ และดำเนินการต่อยอดในปี 2561 อีกจำนวน 5 รายการ โดยได้รับ การรับรองแล้ว 3 รายการ และอยู่ระหว่างการรับรองอีก 2 รายการ

นอกเหนือจากโครงการต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาในระบบการดำเนินการและผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทยังเห็นความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ในการร่วมมือกันจัดการกับความท้าทายนี้พนักงาน คู่ค้าและชุมชนหรือลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญที่บริษัทเห็นศักยภาพในประสิทธิผลของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม ทั้งนี้ บริษัทผนวกการดำเนินการด้านคู่ค้าเข้าในแผนการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลของคู่ค้าที่กล่าวถึงไว้ในส่วน ส่งมอบความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า

สำหรับพนักงานและชุมชน บริษัทเชื่อว่าหากสามารถสร้างการรับรู้และตระหนักถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทราบถึงโอกาสของตนในการมีส่วนร่วมเพื่อชะลอความรุนแรงของสถานการณ์แล้ว จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานและการบริโภค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวันให้มีการประหยัดพลังงานและลดความเสี่ยงในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น นอกเหนือจากการสื่อสารภายในองค์กรผ่านอีเมล การประชุมประจำสัปดาห์ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและประกาศต่าง ๆ บริษัทได้จัดกิจกรรมปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน รวมทั้งมีการตรวจประเมินสถานภาพการจัดการพลังงานภายในองค์กร ในส่วนของชุมชน บริษัทได้จัดโครงการส่งเสริมและอบรมการจัดทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเศษขยะจากการทำอาหารภายในครัวเรือน รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนได้มีความรู้ความเข้าใจ ในการช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

ผลการดำเนินการด้านความยั่งยืน

หมายเหตุ

  • การคำนวณเป็นไปตามกรอบการรายงานความยั่งยืน GRI Standard 2018
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำนวณจากข้อมูลกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) อ้างอิงจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) และรายงานให้อยู่ในรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ทให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ตามแนวทางของ IPCC
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) คือผลรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากก๊าซมีเทนจากระบบบำบัดนน้ำเสีย และการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีการเคลื่อนที่
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อจากภายนอก
  • ค่าความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ ครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม