การดูแลรักษาทรัพยากรน้ำ

บริหารน้ำอย่างรู้ค่า รักษาสมดุลชีวิต

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ปี 2563


ความเสี่ยงและโอกาส


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ในปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและชุมชนที่มีความต้องการใช้น้ำสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตและการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งในปี 2563 ที่ผ่านมา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทจึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการดูแลทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร รวมถึงแบ่งปันโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่และเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายใต้ภาวะวิกฤต เพื่อให้ทุกภาคชั้นทางสังคมได้ใช้น้ำอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และยั่งยืน

แนวทางการดำเนินงาน


บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการด้วยการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจทั้งด้านความคุ้มค่าและด้านคุณภาพ ได้แก่ สด สะอาด และปลอดภัย นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต่อหน่วยรายได้ โดยมีการจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรน้ำ และเพิ่มสัดส่วนการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และใช้ซ้ำ รวมถึงการส่งเสริมให้คนภายในองค์กรมีความตระหนักรู้การใช้น้ำ การอนุรักษ์น้ำและรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด ตลอดจนการให้ความสำคัญส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งน้ำของชุมชน

โครงการที่สำคัญ ปี 2563


การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ระบบน้ำประปาทั่วประเทศ คือแหล่งน้ำหลักของบริษัท โดยจะถูกน้ำมาใช้ในงานทั่วไป อาทิ การซักล้าง การดูแลความสะอาด และใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ บริษัทยังมีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ ได้แก่ น้ำบาดาล ซึ่งถูกนำมาใช้ในบางพื้นที่ดำเนินการของบริษัท ซีพีแรม จำกัด และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ตามบริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้น้ำ และป้องกันการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชน เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ (Water Stress) ครอบคลุมทุกพื้นที่ดำเนินการของบริษัทด้วยเครื่องมือ Aqueduct* ที่พัฒนาโดย World Resource Institute (WRI) ซึ่งจากการประเมินความเสี่ยงพบว่าร้อยละ 36 ของพื้นที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงมาก (Extremely High) และร้อยละ 11 ของพื้นที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง (High) หลังจากประเมินพื้นที่ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดำเนินงานแล้ว บริษัทดำเนินการจัดการความเสี่ยง โดยจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำเป้าหมายและแผนการลดใช้น้ำลงร้อยละ 10 ตามเป้าหมายของบริษัท อีกทั้งยังดำเนินการจัดทำโครงการที่หลากหลายเพื่อสนับสนุนการลดการใช้น้ำและดูแลน้ำเสีย ตลอดจนการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

นอกจากนี้ บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสในการร่วมบริหารจัดการน้ำให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคน้ำให้น้อยที่สุด ในปี 2563 บริษัทจึงดำเนินการตรวจประเมินความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำสำหรับคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 (Critical Tier 1 Supplier) จำนวน 216 ราย ด้วยเครื่องมือ Aqueduct เช่นเดี่ยวกัน จากผลการประเมินความเสี่ยง พบว่าบริษัทคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 จำนวน 31 ราย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำในพื้นที่มีความเสี่ยงระดับสูงมาก (Extremely High) และระดับ (High) ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวบริษัทมีการดำเนินการตร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อจัดทำขั้นตอนการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น การร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ และชุมชน การใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือกับคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูงแล้วร้อยละ 100

โครงการด้านการอนุรักษ์น้ำ

โครงการ Zero Wastewater Discharge

บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ จึงได้ดำเนินโครงการ Zero Wastewater Discharge มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า ตลอดจากการจัดการน้ำเสียให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียลงสู่สาธารณะ ผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานที่หลากหลาย อาทิ

  • โครงการนำน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศกลับมาใช้ใหม่ ศูนย์กระจายสินค้าสุวรรณภูมิ
    ศูนย์กระจายสินค้าสุวรรณภูมิ พบว่าบริเวณโรงอาหารภายในศูนย์กระจายสินค้า มีการระบายน้ำจากท่อน้ำทิ้งในเครื่องปรับอากาศจำนวนมากเฉลี่ย 36,000 ลิตรต่อปี หน่วยงานวิศวกรรมจึงดำเนินการติดตั้งถังเก็บน้ำทิ้งดังกล่าว และนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในศูนย์กระจายสินค้า อาทิ รดน้ำต้นไม้ ซึ่งสามารถประหยัดการใช้น้ำได้มากกว่า 36 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • โครงการของศูนย์กระจายสินค้าหาดใหญ่
    ศูนย์กระจายสินค้าหาดใหญ่ ดำเนินการปรับปรุงระบบการรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติแบบสปริงเกอร์ เพื่อนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดและผ่านมาตรฐานมาใช้รดหญ้าและต้นไม้ภายในศูนย์กระจายสินค้า โดยสามารถลดการใช้ปริมาณน้ำบาดาลได้ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน นอกจากนี้ บริษัทมีการนำน้ำมากระบวนการล้างลังมาใช้ซ้ำในการรดน้ำต้นไม้ภายในศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบุรีรัมย์ ศูนย์กระจายสินค้านครสวรรค์ และศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง เพื่อเป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
    บริษัท ซีพีแรม จำกัด ลาดหลุมแก้ว มีการจัดตั้งหน่วยงานดูแลทรัพยากรน้ำภายในโรงงาน ตลอดจนลดปัญหาการขาดแคลนน้ำระบบประปาของชุมชนโดยรอบ ผ่านการนำน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินมาใช้แทนการใช้แหล่งน้ำผิวดิน นอกจากนี้ น้ำบาดาลที่สูบจากความลึกประมาณ 500 เมตร จะมีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ซึ่งบริษัทนำมาใช้ชำระล้างอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตภ ทดแทนการใช้วิธีเดิมซึ่งใช้ไฟฟ้าเพื่ออุ่นน้ำให้ร้อน นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาศักยภาพของระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพที่ดีกว่าน้ำทิ้งทั่วไปตามกฎหมายกำหนด และเพื่อหาวิธีในการรีไซเคิลน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตในโรงงานจนสามารถนำน้ำเสียกลับมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การนำไปใช้เป็นน้ำดิบในระบบระบายความร้อนหอผึ่งเย็น การรดน้ำต้นไม้ การชำระล้างบริเวณพื้น เป็นต้น โครงการนี้ช่วยให้เราพัฒนาการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์การใสช้น้ำอย่างคุ้มค่า สร้างทัศนคติที่ดีให้ผู้คนในชุมชนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
  • โครงการรักษ์น้ำ รักอนาคต
    บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาการระบายน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมุ่นเน้นการลดการใช้ทรัพยากรน้ำควบคู่กับการบำบัดน้ำเสียให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพและกฎหมายกำหนด ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ นอกจากนี้ กระบวนการนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้สำหรับการรดน้ำต้นไม้ผ่านระบบแบบอัตโนมัติภายในศูนย์จำหน่ายสินค้าสยามแม็คโคร เพื่อเป็นการลดการใช้น้ำประปาปัจจุบันมีการดำเนินงานแล้วจำนวน 72 สาขาทั่วประเทศ ผลการดำเนินงานของโครงการในปีที่ผ่านมาสามารถช่วยลดการใช้น้ำประปาได้ถึง 93,960-104,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี นอกจากนี้ ยังลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนจากการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำในชุมชน และลดความเสี่ยงรวมทั้งยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้พนักงานคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนอีกด้วย
  • โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน
    บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบจากภัยแล้งต่อการบริโภค อุปโภคและการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และแหล่งน้ำที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชน บริษัทจึงน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องธนาคารน้ำใต้ดินมาประยกต์ใช้ เพื่อบำบัดน้ำและสามารถนำน้ำดังกล่าวไปใช้รดต้นไม้ภายในองค์กร เพื่อลดการใช้และค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำประปกพร้อมกับเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบศูนย์จำหน่ายสินค้า ปัจจุบันได้ดำเนินการในศูนย์จำหน่ายสินค้าภายในจังหวัดยโสธร ผลการดำเนินงานของโครงการสามารถลดการใช้น้ำประปาลง 1,846 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 0.3 ของปริมาณการใช้น้ำปีก่อนหน้า และสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 60,000 บาท นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในองค์กรเพื่อเป็นที่พักผ่อนสำหรับพนักงาน และต่อยอดเป็นแหล่งศึกษาและดูงานให้แก่ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเรียนรู้และนำไปประยกต์ใช้ในการลดผลกระทบจากภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำในอนาคต

ข้อมูลอื่น ๆ


ผลการดำเนินการด้านการรักษาทรัพยากรน้ำ

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม —> รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2563