การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ

การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ปี 2563

สรุปผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ

ความเสี่ยงและโอกาส


การจัดการบริหารความเสี่ยงถือเป็นกลไกสำคัญในการระบุแนวโน้มความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อองค์กร พร้อมกันนี้ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรการในการลดความเสี่ยง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้ พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

แนวทางการดำเนินงาน


บริษัทกำหนดกรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงได้ สามารถค้นหาและคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดำเนินการและเป้าหมายองค์กรที่กำหนดไว้ในทุกด้าน รวมทั้งจัดทำแผนควบคุม ติดตาม ปรับปรุงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลไกการบริหาร การควบคุม และสอบทาน เพื่อกำกับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมไปถึงสามารถปลูกฝังวัฒนธรรมความเสี่ยงภายในองค์กร เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนัก และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับพนักงานทุกระดับในการบริหารความเสี่ยงทุกด้านขององค์กร

กรอบการบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤตเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

บริษัทจัดโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1 กลุ่มความเสี่ยงทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินงาน
2 กลุ่มความเสี่ยงด้านความยั่งยืน หรือความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน
3 กลุ่มความเสี่ยงที่เกิดใหม่

โดยบริษัทมีการประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี ตลอดจนมีการอบรมตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ (Risk Champion) ในหัวข้อที่สอดคล้องกับมาตรการลดความเสี่ยงในแต่ละไตรมาส มีกระบวนการควบคุมภายใน และมีการติดตามความเสี่ยง และผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ดังนี้

ความเสี่ยงที่เกิดใหม่  (Emerging Risks)

บริษัท มีการทบทวนประเด็นและแนวโน้มที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจเป็นประเด็นหรือความเสี่ยงใหม่เป็นประจำทุกปี เพื่อมุ่งหามาตรการและแนวทางการจัดการในการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว พร้อมทั้งสามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงนั้นได้อย่างทันท่วงที โดยในปี 2563 มีตัวอย่างของประเด็นความเสี่ยงเกิดใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนี้

1. ความเสี่ยงจากโรคระบาดใหญ่

การระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและเศรษฐกิจอย่างมากแม้วิกฤตด้านสาธารณสุขของโลกครั้งนี้ได้ดำเนินมาต่อเนื่องกว่าหนึ่งปีแล้วแต่บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดว่าเราอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19ต่อไป เหมือนกับโรคระบาดอุบัติใหม่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมาเช่น โรคซาร์ส (SARS) ไข้หวัดหมู (swine flu) เมอร์ส (MERS) อีโบลา (Ebola แม้จะยังสรุปไม่ได้ว่าโรคนี้จะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อมนุษย์ต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่หากเกิดการกลายพันธุ์ย่อมมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ได้ จากปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือความควบคุมของบริษัท อันได้แก่ การรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติหรือการใกล้ชิดกับสัตว์ป่าของประชากรโลกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้สัตว์พานะนำโรคเจริญเติบ แพร่พันธ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีเชื้อโรคเช่นไวรัสอีกมากว่า 1.7 ล้านชนิดในสัตว์ๆ มีโอกาสแพร่สู่มนุษย์ได้ง่ายขึ้น

การระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับมาตรการการป้องกันและแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขของภาครัฐ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการประกอบธุรกิจและการให้บริการของห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ตลอดไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องลดเวลาทำการของร้าน 7-Eleven จากเดิม 24 ชั่วโมง เป็น 04.00-23.00 น. หรือลดลง 5 ชั่วโมงต่อวัน ในหลายพื้นที่ที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใหญ่ๆ อีกหลายจังหวัด ในขณะเดียวกัน การเดินทางข้ามจังหวัดก็ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ จากคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้กักตัว 14 วันก่อนเข้าพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเดินทางในประเทศ และร้าน 7-Eleven ที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงปั้มน้ำมันก็ย่อยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการ work from home ที่นำมาใช้ในหลายๆ บริษัท ทำให้คนอยู่กลับบ้านมากขึ้น ไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างปกติ ซึ่งทั้งหมดอาจนำไปสู่การลดลงของรายได้จากออฟไลน์มากกว่า 11% เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้ร้าน 7-Eleven ต้องเร่งปรับเปลี่ยนรูปแบบและขยายขอบเขตพื้นที่ ในการบริการ 7-Eleven Delivery เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งสินค้าถึงบ้าน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศให้เร็วขึ้นกว่าแผนที่ได้วางไว้เดิม นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้พัฒนา heat map เพื่อช่วยให้ร้านสาขาติดตามลูกค้าในแต่ละพื้นที่ด้วย และในมุมของสินค้า ทางบริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนสินค้าให้มีความเหมาะสมกับการ stock up และการใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านของครอบครัวไทยมากขึ้น โดยมีการนำสินค้าขนาดใหญ่ แพคใหญ่ และสินค้าของสด หรืออาหารสดพร้อมปรุงมาจำหน่ายและจัดส่ง delivery มากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาหารปรุงสำเร็จ (Ready-to-Eat) รวมถึงอาหาร เบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ทำสดๆ ที่ร้าน ให้เป็นทางเลือกในการบริโภคได้ทุกมื้อทุกวัน ในขณะเดียวกัน ทางบริษัทได้พัฒนาสินค้าที่มีความคุ้มค่าเรื่องราคา (Value for Money) ออกมาตอบโจทย์ลูกค้าในสังคมที่ต่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมีกำลังจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่น้อยลง โดยเฉพาะผู้บริโภครายได้ระดับปานกลางถึงล่าง ดังตัวอย่างของ ข้าวกล่องอิ่มคุ้มและสินค้าร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคม ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพัฒนาทางการแพทย์และแผนรับมือที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์การแพร่ระบาดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่การคาดการณ์ความรุนแรงของผลกระทบโดยรวมของการระบาดครั้งต่อไปยังเป็นไปได้ยาก อย่างน้อยใน 3-5 ปีข้างหน้า จากการคาดการณ์เบื้องต้นเชื่อว่าระยะเวลาของผลกระทบอาจสั้นลงจากการเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อเกิดโรคระบาดใหญ่บ่อยขึ้นและกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต ซึ่งการดำเนินการและมาตรการของบริษัททั้งหมดนี้ ก็จะมีการทบทวน พัฒนาและยกระดับขึ้น เพื่อรองรับโอกาสและความเสี่ยงจากโรคระบาดใหญ่ที่บ่อยขึ้น และความเป็นไปได้ที่อาจมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ตลอดเวลาในอนาคต


นอกจากนี้ การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากธุรกิจค้าปลีกประเภทเดียวกันและธุรกิจค้าปลีกข้ามประเภท ที่หันมาเปิดสาขาใหม่ด้วยร้านขนาดเล็กลง (Small format) เพื่อเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาช่องทาง online และการให้บริการส่งถึงบ้าน รวมถึงการผันตัวมาจำหน่ายสินค้าตรงสู่ผู้บริโภค (Direct to Customer) ของผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ต่างๆ ผ่านทางช่องทาง social media และ market place ต่างๆ ตลอดไปจนถึง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในกระบวนการสั่งและชำระเงินมากขึ้น เป็นการเร่งการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งมีบทบาทในชีวิตประจำวันและการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทที่ต้องปรับแผนธุรกิจสู่ช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้น เป็นการปรับจากการเป็นร้านค้า มาสู่การให้บริการความสะดวกแก่ชุมชน เร่งเพิ่มอัตราการเข้าถึงลูกค้าและผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด ‘Win the House’ โดยใช้เทคโนโลยี heat map ในการติดตามผลการเจาะกลุ่มลูกค้าในหมู่บ้านและชุมชน มีการสอบถามความต้องการของลูกค้าในชุมชนและจัดหาสินค้าตามความต้องการ เพื่อทดแทนการออกไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ลูกค้าจำนวนมากมีความกังวลในเรื่องของความปลอดภัย ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการชำระสินค้าผ่านอี-เพย์เมนท์ ร่วมกับ True Money Wallet ตลอดจนพัฒนารูปแบบการขนส่งสินค้าที่มีความปลอดภัยและทันเวลา เป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัยให้กับลูกค้า ที่สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะไม่ได้มาที่ร้านก็ตาม

แนวทางการจัดการ

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญและติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดโรคระบาดใหญ่และอาจมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลาเพื่อเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งในระดับภูมิภาคและ ทั่วโลก รวมถึงได้ทำการทบทวนกลยุทธ์องค์กรทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยังคงสามารถตอบโจทย์ความสะดวกให้กับลููกค้าทุกชุุมชนทั่วประเทศ จึงได้ปรับกลยุทธ์ขยายขอบเขตจากการมุ่งไปสู่การเป็น “ร้านอิ่มสะดวก (Convenience Food Store)” ไปสู่ “สะดวกจบครบที่เดียว (All Convenience)” ที่ครอบคลุุม ทุุกวิถีการใช้ชีวิตมากขึ้น ทำให้เกิดรูปแบบการให้บริการใหม่ ๆ ที่สอดรับกับบริบทสถานการณ์และตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของลููกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ การขยายช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการให้มีความสะดวกซื้อผ่านทั้งรููปแบบออฟไลน์ผ่านร้านสาขา ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) รวมไปถึงแพลตฟอร์มบนช่องทางออนไลน์ ได้แก่ ALL Online ผ่าน 7-Eleven.TH Application ShopAt24 ภายใต้แนวคิดที่ต้องการส่งมอบความสะดวกครบจบที่เดียวไปสู่ลููกค้า พร้อมทั้งการเพิ่มทางเลือกให้บริการสั่งและส่งสินค้าตามความต้องการ (On-demand Delivery) ผ่านทางไลน์หรือทางแอปพลิเคชัน 7-delivery พร้อมบริการถึงปลายทางตามที่ลููกค้าเลือก หรือรับสินค้าที่ร้านสาขา ในขณะเดียวกันสังคมไร้เงินสดที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น บริษัทได้มีการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกรวดเร็วในการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านทั้งโทรศัพท์มือถือด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชั่น True Money Wallet และชำระผ่านบัตรเครดิต ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ (Digital Marketing) และกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการสร้างระบบสมาชิก (Loyalty Program) ผ่านออลล์เมมเบอร์ (ALL Member) สำหรับการใช้จ่ายที่ร้าน 7-Eleven และบริษัทในกลุ่ม ซีพี ออลล์

บริษัทให้ความสำคัญกับแนวโน้มความต้องการด้านสุุขภาพและอนามัยของผู้บริโภค เพื่อลดการสัมผัสและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้ลููกค้าที่ไม่ต้องการรอ โดยการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มความสามารถในการนำเสนอ และส่งมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกค้าเกิดความสะดวกทั้งการซื้อ การจ่าย และการรับสินค้า รวมทั้งสามารถรักษาฐานลููกค้าเดิมและขยายฐานลููกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ทดลองให้บริการเครื่องชำระเงินอัตโนมัติ เพิ่มมุุมสินค้าสุุขภาพ (Eat Well Corner) จำหน่ายผัก ผลไม้สด สมุุนไพร และสินค้าสุุขภาพครบวงจร รวมไปถึงขยายสินค้ากลุ่มสุุขภาพและความงาม บริษัท ออลล์ การ์เดี้ยน จำกัด ที่ได้จัดตั้งขึ้นอีกด้วย

2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์

จากอัตราการเกิดของประชากรใหม่ทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลงและประชากรบนโลกมีอายุยืนยาวขึ้นเนื่องจากการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3 ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2573 คาดว่าจะมีจำนวนมากถึงประมาณ 1.4 พันล้านคนและจะเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2593 ทั้งนี้มีรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ.2565 และในปี พ.ศ. 2573 จะมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 26.9% ของประชากรทั้งประเทศ

การเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวนี้อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้ารายเดิมที่เข้ามาใช้บริการที่ร้านสาขามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในอัตราร้อยละ 2.5-4.3 ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จากจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการทั่วประเทศกว่าวันละ11 ล้านคนต่อวัน ซึ่งพฤติกรรมของผู้สูงอายุในปัจจุบันนั้น ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และใช้งานง่ายที่สุด เพื่อการดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพ การบริหารการเงิน การอยู่อาศัย รวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกให้สามารถดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ใน Smart Phone บริษัทถือว่าผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง และมีความต้องการครอบคลุมอยู่ในหลายธุรกิจ โดยที่ผ่านมามีมูลค่าของตลาดของผู้บริโภคกลุ่มนี้อยู่ที่ 107,000 ล้านบาทต่อปี เป็นอย่างน้อย

แนวทางการจัดการ

บริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก (Customer Insight) เพื่อนำมาใช้ในการสรรหาและพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับทิศทางของตลาด และทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงอายุ รวมถึงพฤติกรรมของลููกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกันตามพื้นที่และกลุ่มลูกค้า ให้ได้รับสินค้าและบริการที่ช่วยตอบโจทย์ แก้ปัญหาการดำเนินชีวิต ของผู้บริโภคได้ครอบคลุุมทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทบทวนกลยุทธ์ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ยังคงสามารถตอบโจทย์ความสะดวกให้กับ ลููกค้าทุกชุุมชนทั่วประเทศ ตอบสนองกับวิถีการดำเนินชีวิตและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เป็นอยู่ในปัจจุุบันและอนาคต รวมทั้งสามารถรับมือการแข่งขันที่ยิ่งทวีความรุุนแรง และเพิ่มฐานลููกค้าในตลาดเดิมไปสู่กลุ่มลููกค้าเป้าหมายใหม่อย่างยั่งยืน โดยได้ขยายมุุมจำหน่ายยาสามัญประจำบ้านและผลิตภัณฑ์เพื่่อสุุขภาพ “eXta” ภายในร้าน 7-Eleven ที่ในปัจจุบันมีกว่า 10,400 สาขาทั่วประเทศ โดยทางบริษัทมุ่งหวังให้ eXta เป็นธุรกิจ ที่่ให้บริการด้านสุุขภาพ อำนวยความสะดวกให้แก่ชุุมชน ด้วยสินค้าและบริการที่หลากหลายในด้านสุุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยา อาหารเสริม เวชสำอาง อุุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุุขภาพที่่ทุุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเป็นที่่พึ่งของชุุมชน ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมสุุขภาพอนามัยที่ดีของคนไทยทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน “สุุขภาพดีสะดวกทุุกที่่ทุุกเวลา” นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยายร้าน “eXta Plus” ที่มีเภสัชกรประจำร้านเป็นผู้ให้คำปรึกษาและพร้อมให้บริการในรููปแบบร้าน Stand Alone ที่่ปัจจุุบันมีอยู่ราว 309 ร้าน โดยบริษัทได้เปิดรับ Store Business Partner ร้านขายยาในกลุ่มเภสัชกรที่ต้องการมีร้านยาเป็นของตัวเอง และมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรและบุุคลากรในร้าน นอกจากนี้เพื่่อตอบโจทย์สังคมยุุคดิจิทัลและตอบสนองลููกค้าที่มีปัญหาด้าน สุุขภาพ รวมถึงผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่สะดวกในการเดินทางมาที่ร้านสาขา ในปี 2563 ทางบริษัท จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “All Pharma See” เพื่อให้บริการปรึกษาเภสัชกรเรื่่องสุุขภาพและการใช้ยาได้ฟรี ซึ่่งแอปพลิเคชันดังกล่าว ลููกค้ายังสามารถค้นหาร้านยาใกล้บ้าน สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า และอ่านสาระดี ๆ ด้านสุุขภาพ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้บริษัทได้พัฒนาสินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat : RTE) ทั้้งอาหารคาว หวาน โดยมีรููปแบบอาหารจานเดียวและกับข้าวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขนมหวาน ทั้้งเบเกอรี่่และขนมหวานไทย อาหารว่างในมื้้อรองท้อง ผัก ผลไม้สดตัดแต่งพร้อมทาน และเครื่่องดื่่มที่่สดใหม่ในแต่ละวัน เพื่่อให้เกิดความหลากหลายและเพิ่่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเลือกบริโภคได้ถึง 7 มื้้อต่อวัน ยิ่่งไปกว่านั้น สินค้าอาหารและเครื่่องดื่่มของบริษัทฯ ยังมีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง โดยนอกเหนือจากรสชาติที่่อร่อยแล้ว แต่ละเมนููยังเพิ่มคุุณประโยชน์และคุุณค่าทางโภชนาการเพื่่อส่งเสริมสุุขภาพและสุุขภาวะที่่ดีของคนไทย อาทิ อาหารแคลอรี่ต่ำอาหารที่่ลดเกลือ ลดน้ำตาล เพื่่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่่คำนึงถึงสุุขภาพและการเข้าสู่สังคมสููงอายุุของสังคมไทย เป็นต้น รวมทั้งได้ทดลองให้บริการเครื่่องชำระเงินอัตโนมัติ เพิ่มมุุมสินค้าสุุขภาพ (Eat Well Corner) จำหน่ายผักผลไม้สด สมุุนไพร และสินค้า สุุขภาพครบวงจร การพัฒนา Health Icon บน 7-Eleven Application รวมถึงการจัดทำแคมเปญที่หลากหลาย อาทิ เมนูคุมแคล การแนะนำเมนูอาหารที่มีปริมาณแคลอรีที่เหมาะสมในแต่ละมื้ออาหาร เมนูมื้อหลัก ผักสด สลัด ผลไม้ เครื่องดื่ม ขนมสุขภาพ รวมถึงการแนะนำสินค้ที่ได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” รวมถึงขยายสินค้ากลุ่มสุุขภาพและความงามผ่านบริษัท ออลล์ การ์เดี้ยน จำกัด ที่ได้จัดตั้งขึ้นอีกด้วย

กลยุทธ์เพอร์ซันนอลไลซ์ ที่ลงลึกและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ได้แก่ อาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เมนูข้าวต้ม ชูจุดเด่น คือ เคี้ยวแหลกง่าย ดูดซึมได้ดี ได้เริ่มวางขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเมื่อปลายปีผ่านมา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรไทยที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจะพิจารณาทั้งความต้องการของสินค้า และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุมรวมถึงอาหารสำหรับผู้ป่วย หรือมีโรคประจำตัว ที่ต้องการอาหารพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการอาหารที่หวานน้อย เป็นต้น รวมทั้งมีแผนจะพัฒนาเมนูใหม่ ๆ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ มากขึ้น

ประเด็นความเสี่ยงเกิดขึ้นใหม่อื่นๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของ CP ALL สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2563

โครงการที่สำคัญ ปี 2563


โครงการนักค้นหาภัยมืด (Black Swan Award)

วัตถุประสงค์ สร้างความตระหนัก และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับพนักงานในการค้นหาความเสี่ยงภายในองค์กร

บริษัทดำเนินโครงการค้นหาภัยมืด หรือ Black Swan เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กรตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานร่วมกันค้นหาความเสี่ยงขององค์กรที่เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยต่อองค์กร โดยจัดกิจกรรมให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมประกวดประเด็นความเสี่ยงผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์คิวอาร์โค้ด (Black Swan Online) ภายใต้แนวคิด “การค้นหาและการแก้ไขเพื่อช่วยควบคุมป้องกันและรับมือภัยมืดที่อาจจะเกิดขึ้น” โดยประเด็นความเสี่ยงที่ได้รับรางวัลจะถูกนำมาพิจารณาสำหรับผู้บริหารในการออกมาตรการรองรับ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง 6 ประเด็น ดังนี้

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ

โครงการเตรียมความพร้อมด้าน Cyber Resilience

วัตถุประสงค์  สร้างความตระหนัก และสร้างความรู้ ความเข้าใจในความเสี่ยงด้านการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับผู้บริหารและพนักงาน

ข้อมูลอื่นๆ


การวิเคราะห์ความอ่อนไหว

1.Business Environment Risk

จากการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีความตระหนักในการพัฒนาโครงการริเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งโครงการที่เริ่มศึกษาทดลอง โครงการนำร่อง และโครงการที่ประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการริเริ่มโครงการความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในการร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า อย่างไรก็ตามภายใต้หลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ทำการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายขั้นสูงด้านความยั่งยืน ในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์หรือการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ตั้งแต่ปี 2573 สืบไป ภายใต้การศึกษาดังกล่าว บริษัทได้จำลองความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ 3 กรณี (ดังแสดงในแผนภาพที่ 1) โดยทุกกรณีมีความเชื่อมโยงกับการเติบโตทางธุรกิจ และกรณีเพิ่มเติมในการจำกัดปริมาณการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) ไว้ที่ 20% ของปริมาณคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการปกติในปี 2573 สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงเหลืออยู่ของทุกกรณี จะถูกนำมาประเมินต้นทุนการชดเชยคาร์บอนตามช่วงราคาการชดเชยคาร์บอน

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงต้นทุนในการเบาเทาผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความพยายามที่บริษัทต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมและร่วมบรรเทาประเด็นปัญหาระดับโลกเหล่านี้

แผนภาพที่ 1 การจำลองระดับการปล่อยและชดเชยก๊าซเรือนกระจก

การวิเคราะห์ความอ่อนไหว
(ปัจจัยนำเข้าและตัวแปรที่ใช้ในการวิเคราะห์ หน่วย
ราคาคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ42.72ยูโร / หน่วย
อัตราการแลกเปลี่ยน38.37บาท / ยูโร
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคาดการณ์ (CEF2030)3,042,632.71ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เป้าหมายการควบคุมการขยายตัวที่ 4%2,086,322.77ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ 4.2% ต่อปี1,764,726.97ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
1% ของรายได้ปี 25635,465.90ล้านบาท

ตารางที่ 1 การวิเคราะห์ความอ่อนไหว กรณีการจำลองปริมาณการชดเชยคาร์บอนเทียบเป้าหมายปี 2573

2.Compliance Risk and Operation Risk

การวิเคราะห์ความอ่อนไหว กรณี การเพิ่มขึ้นของเงินเดือนในอนาคต และ อัตราการหมุนเวียนของพนักงาน

3.Market Risk

การวิเคราะห์ความอ่อนไหว กรณี อัตราการคิดลด

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ —>  รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2563 , รายงานประจำปี 2563

นโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

นโยบายการบริหารความเสี่ยงดาวน์โหลด
คู่มือการบริหารความเสี่ยงดาวน์โหลด