การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ

  >  การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ

สินค้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศจำนวนกว่า 10,268 สาขา จะถูกส่งผ่านมาจากศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท โดยมีผู้ผลิตและจัดส่งจำนวนกว่า 2,000 ราย นำสินค้ามาส่งสินค้าให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น การดำเนินงานของศูนย์กระจายสินค้าจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อธุรกิจของ 7-Eleven ในการกระจายสินค้าให้กับร้านสาขาทั่วประเทศอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลาที่กำหนด หากมีความผิดพลาดหรือขัดข้องของศูนย์กระจายสินค้าและเส้นทางขนส่งถูกตัดขาดอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ระบบติดต่อสื่อสารและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศล่ม อุบัติเหตุร้ายแรง หรือเหตุสุดวิสัยอื่นๆ จากระบบห่วงโซ่อุปทานจากผู้ผลิตถึงศูนย์กระจายสินค้ารวมถึงการขนส่งไปยังร้านสาขา ย่อมมีผลเสียหายต่อยอดขายสินค้าร้าน 7-Eleven ทุกสาขา และโอกาสทางธุรกิจตามกลยุทธ์จนส่งผลกระทบในทางลบต่อผลประกอบการของบริษัทได้

การบริหารความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทได้ทบทวนแผนกลยุทธ์องค์กรประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการเติบโตจากการขยายสาขาใหม่ไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศไทย และการเพิ่มยอดขายร้านสาขาเดิม ทั้งนี้ บริษัทได้ทบทวนและจัดเตรียมศูนย์กระจายสินค้าให้มีขนาดเพียงพอรองรับกับยอดขายและจำนวนร้านสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรองรับเหตุวิกฤติกรณีศูนย์กระจายสินค้าสถานที่ใดที่หนึ่งหยุดชะงัก ในกรณีมีความจำเป็นต้องเพิ่มศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ บริษัทจะมีการพิจารณาคัดเลือกทำเลที่ตั้งให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งสินค้าไปยังร้านสาขา รวมทั้งกำหนดให้มีการกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรองรับการเติบโตของร้านในอนาคต บริษัทได้จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุองค์กรและดำเนินการฝึกซ้อมเป็นประจำตามแผนที่กำหนด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์วิกฤตในกรณีต่างๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เช่น กรณีน้ำท่วม จราจล ไฟไหม้ ไฟฟ้าดับ ฯลฯ รวมทั้งได้จัดตั้งทีมงาน Crisis Assessment Team (CAT) ทำหน้าที่เตือนภัยเหตุวิกฤติต่างๆ ไปยังหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้มีการเตรียมการรับมือ สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ทันเวลา สอดคล้องตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ Business Continuity Management อาทิ การใช้ศูนย์กระจายสินค้าใกล้เคียงจัดส่งสินค้าทดแทน การขนส่งด้วยรถขนส่งขนาดใหญ่ การใช้เส้นทางขนส่งสำ รอง การหาสินค้าทดแทน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราว เป็นต้น บริษัทได้จัดทำแผน BCP (Business Continuity Plan) ร่วมมือกับผู้ผลิตรายสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่ามีสินค้าพร้อมจัดส่งหากเกิดภาวะวิกฤติขึ้น เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อยอดขายของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดทำประกันภัยเพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในส่วนของศูนย์กระจายสินค้า ร้านสาขา และบริษัทย่อย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทในอนาคต จากกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทเชื่อมั่นว่าศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมดของบริษัทมีความเพียงพอที่จะรองรับแผนการขยายร้านสาขาในอนาคต และสามารถทำงานเป็นระบบเครือข่ายกระจายสินค้าสำรองซึ่งกันและกันทั่วประเทศ ในกรณีที่หากสถานที่ใดที่หนึ่งเกิดการหยุดชะงักหรือเส้นทางขนส่งสำคัญไม่สามารถสัญจรได้ ระบบเครือข่ายฯ ดังกล่าวจะสามารถส่งสินค้าทดแทนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤตเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤตเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนเป็นกระบวนการที่สอดแทรกเข้าไปในการทำงานปกติและปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับทุกหน่วยงานภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมด้านความเสี่ยง (Risk culture) ของเรา โดยอาศัยกรอบการทำงานที่ถูกออกแบบให้เกิดการทำงานทั้งแบบบนลงล่างและล่างขึ้นบน (Top-down and bottom-up approach) เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกระดับชั้น และมั่นใจได้ว่าแผนและมาตรการในการจัดการความเสี่ยงจะสามารถปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ กรอบการทำงานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การบริหารความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุการจัดการเหตุวิกฤตขณะเกิด และการฟื้นฟูผลจากความเสียหายหลังเกิดเหตุ แสดงดังภาพ

ประเด็นความเสี่ยงที่ถูกระบุทั้งจากตัวแทนหน่วยงานหรือนักบริหารความเสี่ยง (Risk champion) และการตรวจสอบจากช่องทางอื่นจะถูกรายงานไปยังผู้จัดการความเสี่ยง (Risk manager) เพื่อร่วมกันทบทวนแผนมาตรการเฉพาะและการป้องกันการหยุดชะงักของธุรกิจเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการความเสี่ยง (Risk committee) และคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit committee) พิจารณาเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสและทุกครึ่งปีตามลำดับ ในกรณีมีเหตุเร่งด่วนฉุกเฉินสามารถรายงานโดยตรงก่อนครบกำหนดรายงานปกติได้ทันที

ภายใต้กรอบการดำเนินการดังกล่าว บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ได้จัดให้มีการดำเนินการที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและความตื่นตัวในการค้นหาความเสี่ยงขององค์กร อาทิ

  • โครงการประกวดนักค้นหาภัยมืด (Black swan Award) นับเป็นโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 โดยในปี 2560 บริษัทจัดให้มีการประกวดการค้นหาความเสี่ยงที่มาจากภัยมืด (Black swan) ภายใต้ประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่
  1. การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ
  2. กระบวนการทำงาน
  3. สินค้าและบริการ
  4. การว่าจ้างหน่วยงานภายนอก (Outsource)
  5. ความยั่งยืนองค์กร
  6. กิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่ม

พนักงานผู้เข้าร่วมประกวดสามารถส่งประเด็นความเสี่ยงผ่านช่องทางที่หลากหลายรวมถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ QR Code เพื่อให้พนักงานได้รับความสะดวกและมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น โดยในปี 2560 มีประเด็นความเสี่ยงที่ได้รับรางวัลรวม 4 ประเด็น ในแง่มุมความสามารถในการปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับ ความปลอดภัยของอาหาร ประเด็นสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัย โดยกำหนดเกณฑ์การให้รางวัลที่สำคัญคือ แนวคิดการค้นหาและการแก้ไขเพื่อช่วยควบคุมป้องกันและรับมือภัยมืดที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งผู้บริหารได้นำมาใช้ประกอบการพิจารณาการออกมาตรการรองรับและนำไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โครงการ “ไม่น่าเลย” เป็นการติดตามสถานการณ์และทบทวนเหตุการณ์ภายนอกที่ถูกรายงานผ่านสื่อหรือผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในประเทศและนานาชาติโดยพิจารณาคัดเลือกประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทและประเด็นเกี่ยวเนื่องกับด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Environmental Social Governance: ESG) เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาและประกอบการพิจารณาความเสี่ยงองค์กรและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

จากการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนทำให้บริษัทสามารถระบุความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging risk) และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ได้ดังนี้

1. ความเสี่ยงจาก (Disruptive Digital Technology)

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจ มีการแข่งขันสูง รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เข้าสู่การแข่งขันและขับเคลื่อนธุรกิจด้วย “นวัตกรรม” มากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ “Thailand 4.0” อาทิ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการขนส่ง การทำการตลาด และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายแบบเดิมจนทำให้ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งอาจเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร

การบริหารความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทได้ทบทวนแผนกลยุทธ์องค์กรประจำปีอย่างสม่ำเสมอเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจรวมทั้งจัดทำกลยุทธ์การเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าในการเข้าถึงสินค้าและบริการของบริษัท ให้มีช่องทางที่หลากหลายมากกว่าการซื้อขายสินค้าผ่านหน้าร้านเพียงอย่างเดียว โดยพัฒนากระบวนการและระบบเพื่อบริหารจัดการช่องทางที่หลากหลาย (Omni Channel) ให้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้า และบริการของบริษัทได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา เป็นการผสมผสานช่องทางร้านค้าลักษณะออฟไลน์และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน บริษัทมีการพัฒนาช่องทางใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการเข้าถึงสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทั้งรูปแบบการซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด รวมไปถึงการทำกิจกรรมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ (Digital Marketing) และกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสร้างความผูกพันของลูกค้า ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและรับความคิดเห็นจากผู้บริโภค ผ่านทางเฟซบุ๊ก “7-Eleven Thailand” และแอปพลิเคชัน “Line” อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทมีการพัฒนารูปแบบการชำระเงินค่าสินค้า ภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นโดยใช้บาร์โค้ดผ่านช่องทาง Mobile Payment ของพันธมิตร Alipay Wallet และ TrueMoney Wallet อีกด้วย พร้อมกันนี้บริษัทมีการเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นยอดการใช้จ่ายของลูกค้าที่มียอดการใช้จ่ายต่อบิลสูง รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวจีน

บริษัทได้เริ่มทดลองให้บริการรับส่งพัสดุขนาดเล็ก รวมไปถึงสินค้าที่สั่งซื้อผ่านทางออนไลน์จากเว็บไซต์ชั้นนำ โดยลูกค้าสามารถรับสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านร้านสาขาทั่วประเทศภายใต้ชื่อว่า “At All” ที่ดำเนินการโดย บริษัท ไดนามิค แมเนจเม้นท์ จำกัด อีกด้วย

2. ความเสี่ยงจากการวางตัวตนบริษัทในโลกดิจิทัล (Our Digital Presence Risk)

ความเสี่ยงจากการวางตัวตนบริษัทในโลกดิจิทัล (Our Digital Presence Risk) จากรายงานการติดตามภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยฉบับการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของธนาคารโลก 2560 ได้รายงานว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตดิจิทัล (Reaching the Digital Frontier) โดยความสามารถของประเทศหลายแง่มุมรวมถึงดัชนีตัวชี้วัดทั้งหลายมีความเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในการจัดอันดับผ่านเกณฑ์พิจารณาที่หลากหลายพบว่าประเทศไทยมีผลการดำเนินการอยู่ในระดับที่ดีในแง่ความสามารถในการจ่าย (affordability) แสดงถึงความความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเพื่อการเชื่อมต่อมีความเหมาะสม และปริมาณการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งสามารถเทียบเคียงความสามารถในการดึงดูดกระแสเงินลงทุน แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของโลกดิจิทัลและส่งผลถึงโอกาสที่จะเกิดกระทบด้านเศรษฐกิจสังคม ซึ่งต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

บริษัทตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเชื่อว่าการเชื่อมต่อของโลกในอนาคตจะส่งผลให้ชีวิตดิจิทัลของเราต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้ กอปรกับจำนวนประชาชนจะมีตัวตนในโลกดิจิทัลในโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บริษัทจำเป็นต้องคำนึงถึงการวางตัวตนในโลกดิจิทัล ทั้งการสืบค้น การแชร์ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การหาและการถูกค้นหา หรือแม้แต่การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงระดับโลก หากบริษัทไม่สามารถบริหารตัวตนของบริษัทในโลกดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งอาจเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร

การบริหารความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการ โดยกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการ คู่มือจริยธรรมธุรกิจและข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันและแนวปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมุ่งมั่นส่งเสริมพัฒนาให้บริษัทเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ โดยยึดมั่นการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส มีคุณธรรมและมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย นอกจากนี้บริษัทได้มอบหมายให้สำนักบริหารการสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทำหน้าที่ในการสื่อสารและติดตามข้อมูลข่าวสารด้านภาพลักษณ์องค์กรในโลกดิจิทัล ให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและทันสถานการณ์

3. ความเสี่ยงจากใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจ (AI and Decision Marking)

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจ (AI and Decision Making) มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ตัวอย่าง เช่น ในปี 2560 ปัญญาประดิษฐ์ Alpha Go ของบริษัทกูเกิลสามารถเอาชนะมนุษย์ซึ่งเป็นแชมป์โลกโกะชาวจีนและฝีมือระดับโลกคนอื่นๆ อีกหลายคน ในอนาคตหากคู่แข่งมีการแต่งตั้งปัญญาประดิษฐ์เป็นกรรมการบริหาร (Corporate board of directors) ช่วยในการหาข้อสรุปในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มี หรือผลที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ง่ายและรวดเร็วอาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้อาจเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร

การบริหารความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทได้ดำเนินการทบทวนแผนกลยุทธ์องค์กรประจำปีอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการนำปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม Disruptive Technology สำคัญของโลก มาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กรทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Science technology and innovation development office: STIDO) เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในและภายนอกในการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ขององค์กร

4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายภาครัฐ

การติดตามการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและระดับสากล นั้นล้วนเป็นกระบวนการค้นหาข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ และใช้ในการคาดการณ์ผลกระทบต่อธุรกิจ จากการออกกฎระเบียบข้อบังคับใหม่ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับสากล อาทิ หน่วยงานของรัฐมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย บังคับใช้ร่างกฎหมายต่างๆ รวมถึงข้อกำหนดที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ ภาษีคาร์บอน ซึ่งข้อบังคับเหล่านี้มักจะมีบทปลีกย่อย ข้อกำหนดเฉพาะพื้นที่ที่สอดคล้องกับลักษณะท้องถิ่น ทั้งนี้หากบริษัทไม่ทำการติดตาม คาดการณ์เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะกระทบการดำเนินธุรกิจนั้นอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันรวมถึงการไปถึงเป้าหมายการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและการบริหารจัดการความเสี่ยง บริษัทได้มีแนวปฏิบัติดังนี้

การบริหารความเสี่ยงของบริษัท

การดำเนินงานของบริษัทยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งระดับท้องถิ่นและสากล รวมถึงการตอบสนองนโยบายจากภาครัฐมาโดยตลอดในการบริหารความเสี่ยง ความสามารถในการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อธุรกิจ คือ บริษัทได้มีการติดตามและมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการออกกฎหมายใหม่ เมื่อหน่วยงานผู้อนุญาตออกเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือกฎหมายใหม่ เพื่อให้ภาครัฐเข้าใจความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ

นอกจากนี้บริษัทยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรษัทภิบาลคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงหน่วยงาน Compliance Unit และคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและขับเคลื่อนให้บริษัทมีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ บริษัทจะสามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์รวมทั้งควบคุมผลกระทบให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กร