การจัดการห่วงโซ่อุปทาน

  >  การจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ส่งมอบความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ตระหนักและให้ความสำคัญกับการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ด้วยการเน้นและให้ความสำคัญกับกลุ่มคู่ค้าซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจโดยมีแนวคิดในการร่วมสร้างการเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว จึงกำหนดนโยบายและเป้าหมายผนวกกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไปในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ

การบูรณาการ ESG ในกลยุทธ์การจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การดำเนินการ

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ได้ดำเนินการพัฒนาคู่มือจริยธรรมและแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า (SCoC) ให้ครอบคลุมในทุกมิติด้านความยั่งยืน  ประกอบด้วย 16 หัวข้อหลัก ดังนี้ : Compliace; คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์; การตรวจสอบย้อนกลับ; ความเป็นส่วนตัว การรักษาความลับและทรัพย์สินทางปัญญา แรงงานเด็ก; บังคับใช้แรงงานและการละเมิดกฎหมายแรงงาน; การเลือกปฏิบัติ;  การจ้างงานค่าจ้างและผลประโยชน์; เสรีภาพในการสมาคมและการต่อรอง; ความปลอดภัย สุขอนามัยและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน; สิทธิในการครอบครองและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดหาอย่างรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์; และการต่อต้านการติดสินบน และการต่อต้านการทุจริต

Supply Chain Awarness

คำจำกัดความคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 ของซีพี ออลล์ ในปี 2561

คู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 หมายถึง :

  1. คู่ค้าที่มีมูลค่าการจ่ายสูง
  • Trade: 70% ของยอดซื้อขายประจำปี
  • Non Trade: 80% ของยอดซื้อขายประจำปี
  1. คู่ค้าที่ส่งมอบสินค้าและบริการที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์
  2. มูลค่าการจ่ายสูงสุดในหมวดหมู่เฉพาะ

การประเมินความเสี่ยงของโซ่อุปทานและการดำเนินการแก้ไข

ซีพีออลล์ กำหนดคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้านความอย่างยั่งยืนในประเด็นความเสี่ยงต่อไปนี้
1) ความผันผวนของราคา   2) ความพร้อมของเทคโนโลยี   3) การสูญเสียของคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1
4) ความล่าช้าในการดำเนินงานเนื่องจากภัยธรรมชาติ  5) การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ  6) ชั่วโมงการทำงาน  7) ค่าแรงและผลประโยชน์   8) การค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ   ซีพีออลล์ พิจารณาประเด็นเหล่านี้ว่ามีความสำคัญและมีผลกระทบสูงต่อชื่อเสียงของบริษัท  รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการหยุดชะงักทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น

คู่ค้าที่ได้รับการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (ลำดับ 1 และ ลำดับอื่นที่สำคัญ)

  1. คู่ค้าที่สำคัญ (ลำดับที่ 1 และ ลำดับอื่นที่สำคัญ) 19 ราย              (9.6%)
  2. คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้านความยั่งยืน                  49 ราย              (61.2%)

จากการตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการ พบความไม่สอดคล้อง (Nonconformity:NC) กับคู่มือจริยธรรมและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า จำนวน 4 ราย  โดยทั้ง 4 ราย มีแผนการปรับปรุงแก้ไข ครบ 100%

นอกจากนี้ บริษัทได้นำผลจากการตรวจประเมินคู่ค้าไปใช้พิจารณาเพื่อจัดทำโปรแกรมช่วยเหลือปรับปรุงและติดตามตรวจสอบ รวมถึงนำไปใช้ประกอบออกแบบการส่งเสริมคู่ค้า และการกำหนด
แผนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทได้อย่างยั่งยืนตามที่บริษัทกำหนดให้มีการสื่อสารนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน และแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจ และร้องขอการตอบรับนั้น ปัจจุบันบริษัทมีแผนสื่อสารและทำความเข้าใจผ่านการสัมมนาและได้รับการตอบรับ 100%

การสานความสัมพันธ์กับคู่ค้า

บริษัทสานสัมพันธ์กับคู่ค้าด้วยการจัดการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนและเปิดโอกาสให้กับคู่ค้าได้แสดงความคิดเห็นด้วยความถี่ที่เหมาะสม มีการจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจร่วมกัน แบ่งปันความรู้และข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันซึ่งส่งผลให้สามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าได้ ซึ่งบริษัทได้ถูกจัดอันดับโดย Advantage ในปี 2018 ให้เป็นบริษัทที่กลุ่มคู่ค้าพึงพอใจโดยเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีแนวโน้มสูงขึ้นเสมอมาในรอบ 3 ปีล่าสุด โดยคะแนนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในด้านการร่วมมือพัฒนาธุรกิจ นอกจากนี้ในปี 2561 มีการทบทวนและปรับวิธีการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคู่ค้าที่สำคัญ รวมถึงเริ่มมีการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของกลุ่มผู้รับเหมาอุปกรณ์เป็นปีแรก โดยมีผลการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพัน ดังนี้

เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มการจ้างงานและลดการใช้พลังงานและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากการเผาไหม้และสารทำความเย็นที่ใช้ในการขนส่ง บริษัทมีนโยบายการจัดหาที่ส่งเสริมและให้ความสำคัญในการใช้วัตถุดิบที่หาได้ภายในประเทศไทยเป็นลำดับแรก ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ต่อคู่ค้าในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้