การปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

การปกป้องฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเสี่ยงและโอกาส


ความหลากหลายทางชีวภาพคือส่วนสำคัญของความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ อาทิ เป็นแหล่งรวบรวมอาหาร แหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันอุทกภัย ซึ่งทรัพยากรและผลผลิตจากระบบนิเวศถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อเนื่องยาวนาน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำกัด การบุกรุกและทำลายแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศนั้น ส่งผลกระทบต่อกลไกการทำงานและประสิทธิภาพของระบบนิเวศ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่เกิดจากความไม่สมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยื


ผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมาย


เป้าหมายปี 2573

ร้อยละ 100

ทุกพื้นที่การดำเนินการของธุรกิจ มีโครงการความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ หรือองค์กรอิสระภายนอกเพื่อช่วยสนับสนุนผลกระทบเชิบลบต่อระบบนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพ

สรุปผลการดำเนินงาน ปี 2564

การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ช่วยกักเก็บคาร์บอน

ประเภทโครงการ พื้นที่ (ไร่) จำนวนต้นไม้ (ต้น)
   ปลูกต้นไม้ในพื้นที่บริษัท 810 15,155
   ร่วมกับพันธมิตรสนับสนุนกล้าไม้ให้พนักงานนำไปปลูก 21 16,307
   ปลูกต้นไม้ ปลูกอาชีพ 8 1,500
   ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ อาทิ ชุมชน มูลนิธิ ภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น 4,914 195,278

แนวทางการดำเนินงาน


ผลงานวิจัยหลายฉบับรายงานผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ว่าความสมูบรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการรุกล้ำพื้นที่ป่าน้อยลง อย่างไรก็ตามบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ยังคงมุ่งดำเนินงานด้านการปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดจากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท ด้วยเจตนารมณ์ปกป้องระบบนิเวศ ยึดมั่นเจตนารมณ์สีเขียว โดยประกาศใช้นโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติเป็นแนวปฏิบัติครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของการดำเนินงานและกิจกรรมทางธุรกิจตลอดจนดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าธุรกิจลำดับที่ 1 รวมถึงคู่ค้าธุรกิจลำดับอื่นในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดำเนินธุรกิจที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (No Net Loss : NNL) พร้อมกับพิจารณาแนวทางยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการสร้างสมดุลนิเวศเชิงบวก (Net Positive Impact : NPL) พร้อมกันนี้บริษัทยังประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านเครื่องมือการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Assessment Tool : IBAT) เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจในพื้นที่คุ้มครองตามนิยามและกำหนดขององค์การระหว่างประเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature : IUCN) และพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดาโลกตามที่ประกาศของยูเนสโก (UNESCO) อีกทั้งกำหนดแนวทางการบรรเทาผลกระทบอย่างมีลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกดำเนินโครงการด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ได้แก่ โครงการความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางบกและทางน้ำ เพื่อฟื้นฟูปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้อุดมสมบูรณ์

การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามแนวปฏิบัติและนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติขององค์กร ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ได้แก่ โรงงานผลิต ศูนย์กระจายสินค้า และพื้นที่การจำหน่ายสินค้า รวมถึงกิจกรรมทางธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยพื้นที่การดำเนินงานและกิจกรรมทาธุรกิจของบริษัทไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตคุ้มครอบใดๆ ตามนิยามและข้อกำหนดขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature : IUCN) และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามที่ประกาศของยูเนสโก (UNESCO) บริษํทได้ทำการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพประเมินพื้นที่ดำเนินการและกิจกรรมทางธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้อง โดยมีขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้

  • พื้นที่ดำเนินการของธุรกิจที่ต้องทำการประเมินตามวงรอบ
  • กิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่ต้องทำการประเมินตามวงรอบ
  • พื้นที่ดำเนินการใหม่ ครอบคลุมถึงการควบรวมการร่วมทุนและบริษัท
  • นำเข้าพิกัดของพื้นที่ศึกษาและทำการเปรียบเทียบกับขอบเขตพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์
  • ดำเนินการประเมินขั้นต้นผ่านการใช้เครื่องมือ Biodiversit and Ecosystem Services Trends and Conditions Assessment Tool เพื่อทำการคัดกรองพื้นที่อ่อนไหว
  • กำหนดพื้นที่เป้าหมายจากผลการศึกษาคัดกรองพื้นที่อ่อนไหว จากขั้นตอนก่อนหน้า
  • นำเข้าพิกัดในฐานข้อมูล Integrated Biodiversity Assessment Tool (IBAT) พร้อมทั้งทำการประเมินครอบคลุม 3 มิติ
    – IUCN Red List
    – Protected Areas
    – Key Biodiversity Areas
  • ดำเนินการออกแบบมาตรฐานป้องกันผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ผู้เชี่ยชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การออกแบบแผนฯ ให้ยึดหลักการ No-Net-Loss หรือ No Net Deforestation และแนวทางการมีส่วนร่วม
  • ดำเนินการตามแผนฯ และเปิดเผยความก้าวหน้าของการดำเนินการเพื่อแสดงถึงความโปร่งใส
  • รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาประยุกต์และเพื่อพัฒนาการดำเนินการโครงการให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับบริบทของระบบนิเวศและสังคมท้องถิ่นนั้น
  • ส่งเสริม ชักชวนผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ คู่ค้า ลูกค้า และชุมชน เป็นต้น ในการเข้าร่วมดำเนินการอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

พร้อมกันนี้ บริษัทมีแนวทางการบรรเทาผลกระทบอย่างมีลำดับขั้น (Mitigation Mierarchy) เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงรุนแรงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งครอบคลุมการลด การบรรเทา ไปจนถึงการชดเชย นอกจากนี้ บริษัทเคารพและปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายท้องถิ่นทางด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ท้องถิ่นอย่างเครร่งครัด เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพโดยมีโครงการเชิงกลยุทธ์ที่โดดเด่น ดังนี้

ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางบก

บริษัทตระหนักถึงความสำัญของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดเป้าหมายการปลูกต้นไม้ จำนวน 646,000 ต้น ภายในปี 2568 พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน ดำเนินงานด้านฟื้นฟูป่าไม้และติดตามโครงการขับเคลื่อนสนับสนุนการปลูกต้นไม้เพื่อชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินการ 4 ด้าน

  • ศูนย์กระจายสินค้า
  • ร้าน 7-Eleven
  • อาคารสำนักงาน
  • สถาบันการศึกษา
  • สยามแม็คโคร
  • ซีพีแรม
  • ไผ่พอเพียงสู่อนาคตที่ยั่งยืน
  • โรงเรียนป่าไม้
  • ป่าล้อมวัด
  • สระน้ำ ไร่นา ประชารัฐสามัคคี
  • ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ
ประเภทโครงการ พื้นที่ (ไร่) จำนวนต้นไม้ (ต้น)
   พื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ 629 1,881
   พื้นที่อาคารสำนักงาน ธาราพาร์ค จังหวัดนนทบุรี 54 237
   พื้นที่ร้าน 7-Eleven 4 19
   พื้นที่สถาบันการศึกษา 113 6,007
   พื้นที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสยามแม็คโคร และอาคารสำนักงานทั่วประเทศ N/A 5,011
   พื้นที่ภายในความรับผิดชอบของบริษัท ซีพีแรม จำกัด 10 2,000

โครงการ “WE GROW for ALL เราปลูกเพื่อทุกคน”

เพื่อสร้างความตระหนักบริษัทร่วมกับพันธมิตรจัดสรรพันธุ์กล้าไม้เพื่อให้พนักงานนำกลับไปปลูกที่พักอาศัย โดยกำหนดจุดในการรับพันธุ์กล้าไม้ที่อาคาร ซีพี ทาวเวอร์ สาขาสีลม สาขาพญาไท อาคารธาราสาทร และอาคารเดอะธาร แจ้งวัฒนะ ในปี 2564 ได้แจกจ่ายพันธุ์กล้าไม้ 1,100 ต้น ให้กับพนักงาน 1,000 ราย พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรม “อวดต้นไม้ของเรา” สนับสนุนให้พนักงานร่วมปลูกไม้ยืนต้นและบันทึกการปลูกต้นไม้ผ่านแอปพลิเคชัน We Grow เพื่อคำนวณการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573

โครงการ “ไผ่พอเพียง…สู่อนาคตที่ยั่งยืน (Bamboo Project)”

ไผ่เป็นพื้นท้องถิ่นที่ผูกพันกับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันไผ่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนไผ่ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูสภาพดิน ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่โรงเรียนในการนำไผ่ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ก่อนให้เกิดภาคีไผ่ยั่งยืน ในปี 2564 บริษัทจึงได้ดำเนินโครงการ “ไผ่พอเพียง…สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ร่วมกับโรงเรียนในโครงการ “สานอนาคตการศึกษา CONNECT EX” ภายใต้การดูแลของบริษัท ขยายผลจากโรงเรียนต้นแบบ โรงเรียนบ้านน้ำย้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยดำเนินการให้ความรู้เรื่องประโยชน์ของไผ่ การเพาะพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การจัดสรรทรัพยากรน้ำ ดิน การใช้ประโยชน์จากไผ่ การแปรรูป ผ่านรูปแบบการสัมมนาออนไลน์ตลอดจนสนับสนุนพันธุ์กล้าไผ่ให้แก่โรงเรียนภาคีเครือข่าย รวมถึงช่วยหาโอกาสและช่องทางทางการตลาดให้อีกด้วย




โครงการ CPRAM Green Life #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน

ซีพีแรม มุ่งมั่นเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ เดินหน้าโครงการ “CPRAM Green Life” #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน อย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนักให้พนักงานและชุมชน ทั้ง 7 สาขา ทั่วประเทศ โดยซีพีแรมได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากกรมป่าไม้ในการดำเนินโครงการและส่งมอบกล้าไม้ยืนต้น อาทิ ต้นประดู่ ต้นสัก ต้นยางนา ต้นพยูง และต้นมะค่าโมง ให้กับพนักงาน ชุมชน รวมถึงผู้ที่สนใจรับกล้าไม้นำกลับไปปลูกยังพื้นที่ตนเอง พื้นที่สาธารณะ และชุมชน ตามภูมิลำเนาของตนเองทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟู และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณต้นไม้ในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับประเทศ


ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ




โครงการ “แม็คโคร ปลูกป่า”

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตอกยำเจตนารมณ์การเป็นองค์กรสีเขียว ร่วมกับโครงการป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมปลูกป่าจำนวน 22,500 ต้น ภายในพื้นที่ป่าสิริเจริญวรรษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของผืนป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศไทย พื้นที่รวมกว่า 3,900 ไร่ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น ภายในปี 2573 ของเครือซีพี ที่รณรงค์ให้บริษัทในเครือจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ลงดินเพื่อลดโลกร้อนและคืนโอโซนให้ชั้นบรรยากาศ ผ่านโครงการ “ซีพี ร้อยรักษ์โลก” โดยต้นไม้ในโครงการนี้เครือซีพี สร้างงาน สร้างอาชีพให้เกษตรกรและชาวชุมชนชนบทมีรายได้จากการดูแลกล้าไม้ทดแทนรายได้หลักที่หายไปจากวิกฤติโควิด 19 ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ



นโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

นโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ ดาวน์โหลด